0024: Carole King Live at Carnegie Hall

Carole King : the Carnegie Hall Concert (1971)


 

เวลาฟัง CD ผมชอบฟังพวกบันทึกการแสดงสดมากที่สุด ผมว่ามันให้บรรยากาศดี…

ถ้าคุณชื่นชอบบทเพลงของ Carole King แผ่นนี้พลาดไม่ได้ครับ คอนเสิร์ตครั้งนี้เกิดขึ้นที่ Carnegie Hall ในปี 1971 ซึ่งเป็นช่วงที่อัลบั้ม Tapestry ของเธอเพิ่งออกใหม่ๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นช่วงที่ชีวิตการเป็นนักร้องของเธอกำลังอยู่ในจุดสูงสุดพอดี

บนเวทีมีแค่ Carole King กับเปียโนหนึ่งหลังเท่านั้น เธอค่อยๆ เล่นเพลงฮิตของเธอให้ฟังทีละเพลงในเวอร์ชั่นที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อน (เพราะเป็นแบบ solo piano) เล่นไปก็คุยกับคนฟังไปเรื่อยๆ ได้บรรยากาศมากๆ ที่สำคัญผมว่า CD แผ่นนี้บันทึกเสียงดีมาก อัดดีจนแทบไม่อยากเชื่อว่าคอนเสิร์ตนี้เกิดขึ้นเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน แผ่นนี้ผมซื้อมาจากร้าน HMV ในฮ่องกง ดังนั้นถ้าคุณอยากได้คงต้องสั่งซื้อทางเน็ตจาก Amazon.com เอา (คลิ๊กที่รูปแผ่นข้างบนเพื่อไปยัง Amazon.com)

ที่จริงผมรู้จักแผ่นนี้โดยบังเอิญเพราะฟังรายการวิทยุแล้วดีเจเขาเอามาเปิด เพลงที่เปิดคือ You’ve got a friend ซึ่งเป็นเพลงของ Jame Taylor ที่ Carole King เป็นผู้แต่งให้ และ Jame Taylor ก็มาเป็นแขก surprise ในคอนเสิร์ตนี้ (มุขแขก surprise ในคอนเสิร์ตนี่มันมีมาสามสิบปีแล้วเหรอเนี่ย เน่าจริงๆ) ทั้งสองจึงร้องเพลงนี้ร่วมกันบนเวที  ฟังจบก็รู้สึกว่าต้องวิ่งหาแผ่นนี้ทันที

เวลาคุณไปฟังคอนเสิร์ต ถ้ามี Carole King ตัวเป็นๆ มาเล่นเปียโนให้คุณฟังทีละเพลง คุยกับคนฟังไปเรื่อยๆ คุณจะยังต้องการอะไรอีกครับ เพราะฉะนั้นแผ่นนี้ เอาไปเลยครับ ห้าดาว

0015: Million Dollar Baby

 
Million Dollar Baby เป็นหนังที่ให้ข้อคิดหลายอย่างสำหรับคนที่เป็นนักเรียนกลยุทธ์…
ตัวละครนำ (รับบทโดย Hilary Swank) ผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ด้อยโอกาส สังคมกำหนดให้คนอย่างเธอเป็นได้แค่เด็กเสิร์ฟเท่านั้น แต่เธอไม่ยอมแพ้โชคชะตา เธอมีฝันอยากที่จะเป็นนักมวยแชมป์โลกให้ได้ เธอจึงเริ่มฝึกมวยตอนอายุ 30 กว่า ซึ่งอายุขนาดนั้นสำหรับกีฬามวยถือว่าใกล้ปลดระวางแล้ว คนอย่างเธอจึงเป็นพวก “นักฝัน” ที่ไคว้คว้าในสิ่งที่ฝันอย่างสุดกำลังโดยไม่เคยสนใจว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ พวกนักฝันจัดว่ามีบุคลิกที่ตรงข้ามกับคนที่เป็นนักกลยุทธ์
โค้ช (รับบทโดย ปู่ Clint) จัดเป็นพวก “นักกลยุทธ์” เขาจะเลือกทำในสิ่งที่มีความเป็นไปได้สูงๆ เท่านั้น นักมวยทุกคนที่เขาปั้นจะต้องขึ้นเวทีเก็บประสบการณ์อยู่หลายปีก่อนที่จะได้ชกชิงแชมป์โลก เพราะในชีวิตของนักมวยทุกคนจะมีโอกาสขึ้นชกชิงแชมป์โลกแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น ถ้าแพ้ก็จะหมดอนาคตไปเลย โค้ชจึงไม่ยอมเสี่ยงอย่างเด็ดขาด และทำให้นักมวยในสังกัดหลายคนต้องตีจากเพราะทนรอไม่ไหว โค้ชเป็นคนที่มีนิสัยไม่ยอมเสี่ยงเป็นอันขาด แม้แต่ซื้อบ้านยังซื้อด้วยเงินสดไม่ยอมกู้เงิน  ดังนั้นสำหรับผู้หญิงอายุ 30 ที่อยากเป็นนักมวยแล้ว เขาจึงไม่ยอมให้เธอคิดแม้แต่จะลอง
พวกนักมวยนั้นมีอยู่สองจำพวก พวกแรกคือมวย Fighter ตัวอย่างเช่น ไมค์ ไทสัน พวกนี้เล่นเกมรุก ต่อยไม่แม่นแต่อาศัยต่อยหนัก ชอบต่อยเอาใจคนดู จึงมักดังเร็วแต่อยู่ไม่ได้นานเพราะร่างกายมักบอบช้ำเสียก่อนเนื่องจากไม่ค่อยป้องกันตัว  อีกประเภทได้แก่ พวก Boxer พวกนี้ใจเย็น อาศัยชั้นเชิง ออกหมัดน้อยแต่แม่นยำ ตั้งการ์ดเกือบตลอดเวลา ต่อยไม่มันส์เพราะพยายามชนะโดยให้ตัวเองเจ็บตัวน้อยที่สุด พวกนี้จึงมักไม่ดังแต่อยู่ในวงการได้นานกว่า เมื่อแขวนนวมแล้วก็มักไม่มีอาการพิการตามมา  
ตัวละครนำในเรื่องนี้เป็นนักมวยประเภทใจเกินร้อย ชั้นเชิงไม่มี อาศัยความอดทนเป็นหลัก จัดว่าเป็นมวยแบบ Fighter หางแถว (also known as “มวยวัด”) ส่วนโค้ชนั้นเน้นการเป็นมวยแบบ Boxer มากกว่า แต่ด้วยพลังแห่งความมุ่งมั้นหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้น เธอกลายเป็นแชมเปี้ยนโลก แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือการพิการตลอดชีวิต สำหรับโค้ชแล้ว มันคือความผิดพลาด เขารู้สึกว่าตัวเองผิดที่ยอมใจอ่อนรับเธอเป็นศิษย์ ถ้ายืนกระต่ายขาเดียวแต่ต้น เธอคงไม่ต้องพิการแบบนี้ ส่วนเธอเองนั้นกลับคิดตรงกันข้าม สำหรับเธอแล้วการที่ได้พยายามทำฝันให้เป็นจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แม้จะต้องพิการก็ถือว่าคุ้ม เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการเป็นนักกลยุทธ์กับการเป็นนักฝันได้ดีที่สุด นักกลยุทธ์ใช้หัว แต่นักฝันใช้ใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกต้องที่นักกลยุทธ์พยายามใช้เหตุผลเป็นหลัก แต่ในบางเวลา คนเราก็ต้องใช้ใจบ้างนะครับ เพราะพวกเราเป็นปุถุชนไม่ใช่หุ่นยนต์ จริงมั้ยครับ
เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นเหลือเกิน เอาไปเลยครับสี่ดาวครึ่ง…

0014: Service Industry

เมื่อสัก 50 ปีก่อน “การผลิต” เป็นเรื่องยาก เพราะการสะสมทุนของคนยังมีน้อย ขอให้มีเงินสร้างโรงงานได้ รวยแน่นอน ข้อดีของธุรกิจการผลิตก็คือเราสามารถอาศัยเครื่องจักรทุ่นแรงปั้มสินค้าออกมาเรื่อยๆ ถ้าพูดเป็นภาษาทางการหน่อยก็ต้องบอกว่า ธุรกิจการผลิตเป็นธุรกิจที่ “highly scalable” หมายความว่ามันพร้อมที่จะขยายได้อย่างรวดเร็วถ้าต้องการ

แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้สมัยนี้ “การผลิต” กลายเป็นเรื่องง่าย ภาวะล้นตลาดเกิดขึ้นในแทบทุกอุตสาหกรรม เรื่องที่ยากกว่ากลายเป็นการหาคนมาซื้อสินค้าให้ได้ทันกับปริมาณสินค้าที่เครื่องจักรผลิตออกมา ธุรกิจค้าปลีกกลายเป็นธุรกิจที่ดี เพราะธุรกิจค้าปลีกอยู่ติดกับลูกค้ามากที่สุดจึงมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต เพราะคนที่มีลูกค้าอยู่ในมือจะเลือกขายสินค้าให้ใครก็ได้ตามใจชอบ

ในภาวะแบบนี้ ธุรกิจบริการกลายเป็นธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจการผลิต เพราะธุรกิจบริการนั้นมี “ข้อเสีย” เรื่อง Scalabiltiy ธุรกิจบริการต้องอาศัยมนุษย์ในการสร้างผลผลิตเป็นหลัก มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร เมื่อความต้องการบริการสูงขึ้น ธุรกิจบริการจึงไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริการนั้นต้องอาศัยทักษะความชำนาญสูง

บริษัทส่วนใหญ่ที่ขายบริการมักมีอัตราการเติบโตที่ไม่สูง เช่น Consulting Firms อย่าง E&Y หรือ PwC มีอายุเป็นร้อยปี แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับโดนบริษัทเกิดใหม่อายุไม่ถึงสิบปีอย่าง Dell Computer โตแซงหน้าไปหลายสิบเท่าตัว ธุรกิจบริการถ้าขยายเร็วเกินไป คุณภาพจะลดลง นี่เป็นข้อจำกัดของธุรกิจบริการ ในขณะที่ธุรกิจการผลิตยิ่งขายมากขึ้นกลับจะยิ่งดีเพราะต้นทุนถูกกว่าเดิม

ข้อเสียตรงนี้เองของธุรกิจบริการที่ทำให้ธุรกิจบริการกลับกลายเป็นธุรกิจที่ดีในยุคนี้ไป Supply curve ของธุรกิจบริการมีลักษณะพิเศษคือมีความยืดหยุ่นของราคาต่ำ (low price elasticity) ดังนั้นเมื่อดีมานด์เพิ่มขึ้น ธุรกิจบริการจะปรับราคาขึ้นได้มากเพราะปริมาณสินค้าในตลาดจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้นตาม (เพิ่มขึ้นได้ช้า) รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะมาจากการปรับราคามากกว่าการเพิ่มปริมาณการขายไม่ต้องลงทุนเพิ่มและภาวะกำไรสูงเช่นนี้ก็มักทรงตัวอยู่ได้นานอีกด้วย ธุรกิจบริการจึงกำไรดีแต่ขยายช้า อย่างไรก็ตามในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรงแบบนี้ คุณคงอยากมีกำไรสูงแต่โตช้ามากกว่าที่จะโตเร็วแต่ไม่มีกำไร คุณว่าจริงไหมครับ

0012: วิธีรับประทาน “เสี่ยวหลงเปา”

小 (เสี่ยว) แปลว่า เล็ก

笼 (หลง) แปลว่า เข่งที่ใช้นึ่ง

包 (เปา) แปลว่า ขนมที่มีลักษณะเป็นแป้งห่อ

เสี่ยวหลงเปา ก็เลยแปลตรงตัวว่า ขนมที่นึ่งบนเข่งเล็กๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเวลาสั่งมากินทีไร เสี่ยวหลงเปามักจะถูกใส่ในเข่งที่ใหญ่กว่าเข่งปกติที่ใส่ขนมจีบหรือซาลาเปาทุกที

อาหารชนิดนี้มีลักษณะคล้ายครึ่งขนมจีบครึ่งฮะเก๋า จุดเด่นของมันอยู่ที่ข้างในจะมีน้ำแกงร้อนๆ อยู่ซึ่งเกิดจากการที่แป้งถูกห่อไว้อย่างมิดชิด เวลานึ่งไอน้ำที่อยู่ภายในจึงกลั่นตัวเป็นน้ำแกงและถูกขังอยู่ข้างใน ร้านที่ทำไม่เป็นจะไม่สามารถทำให้เกิดน้ำแกงอยู่ภายในได้

ขนมชนิดนี้ถ้ากินอย่างไม่ระวังจะลวกปากเพราะความร้อนของน้ำแกงที่อยู่ภายใน ผมว่าขนมชนิดนี้ไม่มีวันทำตลาดในสหรัฐอเมริกาได้เพราะจะกลายเป็นช่องทางของผู้บริโภคที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของร้านที่ทำให้ปากของพวกเขาพอง

จะอย่างไรก็ช่าง มาพูดถึงวิธีรับประทาน เสี่ยวหลงเปา ที่ถูกต้องกันดีกว่า 

  1.  คีบเสี่ยวหลงเปาด้วยตะเกียบออกจากเข่งแล้ววางลงบนช้อน
  2.  ใช้ตะเกียบฉีกจุกที่อยู่ด้านบนของเสี่ยวหลงเปาออกจนเกิดรู
  3.  ใช้ตะเกียบจับเสี่ยวหลงเปาพลิกเพื่อเทน้ำแกงลงในช้อน
  4.  คีบเสี่ยวหลงเปาไว้ด้วยตะเกียบชั่วคราวแล้วค่อยๆ กินน้ำแกงที่อยู่ในช้อนก่อน
  5.  รับประทานตัวเสี่ยวหลงเปาที่ไม่มีน้ำแกงแล้วด้วยตะเกียบแบบเดียวกับขนมจีบ

อาหารชนิดนี้ถ้าทานอย่างถูกต้องจะไม่ลวกปาก (เจ้าของร้านในอเมริกาน่าจะอ้างได้ว่าผู้บริโภค misuse เองนะครับ 555)

0009: โรงงานชิ้นส่วนแถวพระราม 2

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมถนนพระราม 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) จึงมีโรงงานประเภทโรงกลึงโรงหล่อชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ โดยเฉพาะอะไหล่รถยนต์เป็นจำนวนมาก ที่นี่มีโรงงานประเภทนี้มาตั้งอยู่มากจนกลายเป็นย่านคล้ายกับที่ไมเคิล อี.พอร์เตอร์เรียกว่า “คลัสเตอร์” เลยทีเดียว

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะที่จุดนี้ใช้เวลาเดินทางไปนิคมอุตสาหกรรมที่ชลบุรีกับที่อยุธยาเท่ากันพอดี โรงงานชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านี้รับจ้างผลิตอะไหล่รถยนต์ให้กับโรงงานในนิคมทั้งสองแห่งนี้เป็นจำนวนมาก การตั้งอยู่ที่นี่จะทำให้ส่งของได้เร็วที่สุด บริษัทแรกที่มาตั้งโรงงานแถวนี้ได้เปรียบคู่แข่งเรื่องเวลาในการขนส่ง ทำให้คู่แข่งที่กลัวเสียเปรียบพากันย้ายมาตั้งโรงงานแถวนี้บ้าง สุดท้ายแล้วทุกรายก็ย้ายมาตั้งโรงงานที่นี่กันหมด เลยไม่มีใครเสียเปรียบใครอีกต่อไป แต่ทั้งอุตสาหกรรมก็มีต้นทุนต่ำลงและที่นี่ก็กลายเป็นย่านขึ้นมา

ในการผลิตรถยนต์ เวลาขนส่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรถยนต์มีส่วนประกอบเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น ถ้า line การผลิตจะต้องมารออะไหล่แค่ชิ้นสองชิ้น จะเสียหายหนัก ระยะทางในการขนส่งจึงเป็นประเด็นสำคัญและทำให้พระราม 2 ซึ่งที่ดินราคาไม่แพงจนเกินไปสำหรับการสร้างโรงงานแต่มีสาธารณปูโภคพร้อมพอสมควรกลายเป็นทำเลที่เหมาะสมสำหรับโรงงานชิ้นส่วนเหล่านี้

เพราะส่วนประกอบของรถยนต์มีมาก โรงงานประกอบรถยนต์จึงติดต่อกับ suppliers เป็นพันๆ รายไม่ไหว supply chain ของอุตสาหกรรมนี้จึงมีการแบ่ง suppliers ออกเป็น tiers กล่าวคือ โรงงานประกอบรถยนต์จะซื้อส่วนประกอบชิ้นใหญ่จาก tier 1 suppliers แค่ไม่กี่รายเท่านั้น โดย tier 1 suppliers เหล่านี้จะประกอบชิ้นส่วนใหญ่ขึ้นมาจากชิ้นส่วนเล็กที่ซื้อมาจาก tier 2 suppliers อีกที ซึ่ง tier2 suppliers ก็จะซื้ออะไหล่เล็กๆ จาก tier 3 suppliers อีกทอดหนึ่ง โรงงานประกอบรถยนต์จึงไม่ต้องปวดหัวมาก เพราะใช้วิธีไล่บี้ suppliers เพียงไม่กี่รายให้ไปไล่บี้ต่อกันเป็นทอดๆ 

โรงงานประกอบรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นโรงงานญี่ปุ่น ซึ่งเวลาเขามาตั้งโรงงานในไทย เขาจะหอบเอา tier 1 suppliers ของเขาจากญี่ปุ่นมาด้วยเป็นยวง เพราะเขาทำงานกันมานานรู้ใจกันดีว่าบริษัทพวกนี้ทำงานได้มาตรฐาน ดังนั้น tier 1 ในประเทศไทยจึงเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ พวกนี้มักตั้งโรงงานอยู่ในนิคมเดียวกันกับลูกค้าเลยและมักเป็นบริษัทใหญ่

ส่วนพวก Tier 2 ก็จะเป็นญี่ปุ่นบ้าง ไทยบ้าง แต่ถ้าเป็นไทยจะต้องเป็นบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วจะต้องเป็นโรงงานที่มีมาตรฐานสูงมากเท่านั้นจึงจะเป็น tier 2 ได้ (ต้องมีพวก ISO ฯลฯ) บริหารจัดการแบบคนไม่มีความรู้ไม่ได้ 

ที่เหลือคือ Tier 3 และ 4 พวกนี้เป็นโรงงานห้องแถวเล็ก ๆ รับจ้างผลิตชิ้นส่วนที่ไม่สำคัญ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เน้นราคาถูกเป็นหลัก เจ้าของเป็นคนไทย การศึกษาไม่สูง เป็นธุรกิจครอบครัว โรงงานพวกนี้ก็คือโรงงานชิ้นส่วนแถวพระราม 2 นั้นเอง

โรงงานเหล่านี้เผชิญการแข่งขันสูงมากเนื่องจากเป็นสินค้า low tech มีคนทำได้มาก อำนาจต่อรองกับลูกค้าก็น้อยเนื่องจากลูกค้าเป็นบริษัทใหญ่กว่า ส่วนใหญ่แล้วชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องแข่งราคาอย่างเดียวเพราะเป็นชิ้นส่วนมาตรฐานไม่มีความแตกต่าง โรงงานเหล่านี้จึงต้องดำเนินกลยุทธ์ low cost อย่างเดียว ทำยังไงก็ได้ให้ต้นทุนต่ำที่สุดเท่านั้น สาเหตุที่พวก tier 1-2 ไม่ทำของพวกนี้เองเพราะชิ้นส่วนมาตราฐานไม่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ถือเป็น non-strategic activities เก็บเงินไว้ลงทุนในเครื่องจักรที่ต้องใช้ know-how ที่สร้างความแตกต่างให้บริษัทได้จะดีกว่า

ต้นทุนค่าแรงของโรงงานแถวพระราม 2 เหล่านี้ไม่ต่างกัน เพราะจ้างคนระดับเดียวกันในระแวกเดียวกันมาทำ ต้นทุนวัตถุดิบก็ไม่ต่างกันเพราะโลหะเป็นวัตถุดิบที่มีราคาตลาดโลกเป็นเกณฑ์ สุดท้ายแล้วพวกนี้จึงแข่งกันที่ต้นทุนเครื่องจักรอย่างเดียว…

โรงงานที่ซื้อเครื่องจักรมือหนึ่งจะเสียเปรียบเรื่องต้นทุนเพราะมีราคาแพง โรงงานที่ได้เปรียบกลายเป็นโรงงานที่ซื้อเครื่องจักรมือสองจากไต้หวันเข้ามา เครื่องจักรพวกนี้ราคาจะต่ำกว่าของใหม่มาก แต่มีข้อเสียคือเครื่องติดบ่อย แต่ถ้าเจ้าของดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา การแข่งขันระหว่างโรงงานที่ใช้เครื่องจักรมือสองด้วยกันจึงอยู่ที่ใครจะทำให้เครื่องเดินต่อเนื่องได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำที่สุด โรงงานเหล่านี้จึงมักต้องทำทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ได้เปรียบเรื่องต้นทุนกับคู่แข่ง จะได้ขายราคาต่ำกว่าคู่แข่งได้ ถ้าไม่เดินเครื่องตลอดเวลา เจอคู่แข่งที่เขาเดินเครื่องตลอดเวลาตัดราคาแย่ง order ไปก็จบเห่ ธุรกิจนี้ลำบากจริงๆ งานหนักและกำไรน้อย

ดูๆ ไป การที่ต่างประเทศมาลงทุนสร้างโรงงานรถยนต์ในไทย เราได้ประโยชน์แค่การจ้างงานเท่านั้น เพราะ tier 1 suppliers ยังเป็นบริษัทต่างประเทศอยู่ดี บริษัทคนไทยมีโอกาสทำได้แค่ของมาตรฐานป้อนโรงงานเหล่านี้เท่านั้น ไม่มี technology transfer และ value-added ก็น้อยมากๆ

0005: วิธีแก้พนักงานโกงเงินที่ A&W

ผมไป A&W ที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งมา ที่หน้าเครื่องแคชเชียร์เขาติดป้ายว่า “ฟรี รูทเบียร์หนึ่งแก้ว ถ้าหากท่านไม่ได้รับใบเสร็จจากพนักงาน”

นี่คงเป็นวิธีแก้ปัญหาพนักงานโกงเงิน เพราะการขายอาหารนั้นค่อนข้างตรวจสอบยากว่าพนักงานเก็บเงินสดแล้วแอบเอาใส่กระเป๋าตัวเองโดยไม่คีย์เข้าเครื่องแคชเชียร์หรือไม่ เพราะอาหารทำแล้วต้องมีขาดมีเกินกันบ้าง การมั่วจะมีสูง

วิธีนี้เป็นวิธีที่แยบยล เพราะจะป้องกันปัญหาได้โดยที่บริษัทไม่ต้องเสียรูทเบียร์ให้ลูกค้าเลย ลองคิดดูสิครับว่าถ้าพนักงานไม่ออกใบเสร็จให้คุณ คุณจะทำยังไง คุณก็จะเรียกร้องรูทเบียร์ใช่ไหม พนักงานก็ต้องออกใบเสร็จให้ แต่ถ้าพนักงานออกใบเสร็จให้ คุณก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รูทเบียร์ สรุปแล้ววิธีนี้บริษัทจะสามารถปัองกันพนักงานโกงเงินได้โดยให้คุณช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฟรีๆ

0002: เกมระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารกลาง

มีเกมที่น่าสนใจเกมหนึ่งที่ผมไม่ได้ใส่ไว้ในหนังสือของผมเนื่องจากไม่ใช่เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์ เกมนี้มีชื่อว่า เกมระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารกลาง

กระทรวงการคลังมีหน้าที่กำหนดนโยบายการคลัง ได้แก่ การจัดทำงบประมาณขาดดุล การเก็บภาษี เป็นต้น ส่วนธนาคารกลางมีอำนาจในการกำหนดนโยบายการเงิน ได้แก่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การควบคุมปริมาณเงิน เป็นต้น นโยบายของทั้งสององค์กรนี้มีผลอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวแต่นโยบายของทั้งสองก็มีโอกาสที่จะไปคนละทางกันได้เสมอ…

กระทรวงการคลังบริหารโดยฝ่ายการเมืองซึ่งก็คือพรรคการเมืองที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชอบรัฐบาลที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้แก่ การทำงบประมาณขาดดุล การลดภาษี เป็นต้น รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศซึ่งจำเป็นต้องมองระยะสั้นไว้ก่อนเพราะมักอยู่ได้ไม่นาน ก็มักเอาใจประชาชนด้วยการจัดทำงบประมาณขาดดุล และ/หรือ ลดภาษี ไว้ก่อน ผลกระทบของนโยบายการคลังแบบหลวมคือเศรษฐกิจจะมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว

ธนาคารกลางเป็นหน่วยงานอิสระที่ตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ผู้ว่าธนาคารกลางมักอยู่ในอำนาจได้นานกว่าฝ่ายการเมืองจึงมักให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า ดังนั้นธนาคารกลางจึงมักเลือกใช้นโยบายการเงินที่รัดกุม เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบมีเสถียรภาพในระยะยาว

ปัญหาก็คือว่านโยบายดอกเบี้ยสูงจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นทำให้นโยบายการคลังแบบหลวมที่กระทรวงการคลังมักเลือกใช้ไม่ได้ผล ทั้งสององค์กรนี้จึงมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งกันอยู่เสมอ อันที่จริงปัญหายังซับซ้อนกว่านี้อีก เพราะสองนโยบายนี้นอกจากจะขัดแย้งกันในแง่ของเศรษฐกิจภาพรวมแล้ว ผลกระทบของอุตสาหกรรมบางกลุ่มจะรุนแรงไม่เท่ากันอีกด้วย ถ้าคลังทำงบประมาณขาดดุลมากๆ ในขณะที่ธนาคารกลางในนโยบายดอกเบี้ยสูง การขาดดุลมากๆ จะต้องกู้เงินเลยยิ่งทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปใหญ่ ดอกเบี้ยที่สูงเกินไปจะกระทบบางอุตสาหกรรมมากเป็นพิเศษ เช่น อสังหา รถยนต์ เป็นต้น เงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้ามากเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ดึงดูด เงินบาทจะแข็งทำให้กระทบภาคส่งออก

นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินสตันท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Alan Blinder สามารถใช้ทฤษฎีเกมอธิบายความขัดแย้งระหว่างสององค์กรที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างมหัศจรรย์ เกมนี้เป็นเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย (Prisoners’ Dilemma) ตารางผลตอบแทนของเกมนี้เป็นดังภาพข้างล่าง ให้ตัวเลขในตารางแสดงระดับของความพอใจต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของแต่ละฝ่าย เริ่มจาก 1 คือชอบที่สุดถึง 4 คือไม่ชอบมากที่สุด

จะเห็นได้ว่า งบประมาณขาดดุลเป็นกลยุทธ์เด่นของกระทรวงการคลัง และนโยบายดอกเบี้ยสูงเป็นกลยุทธ์เด่นของธนาคารกลาง เราจึงมักเห็นทั้งสองเลือกทางเลือกเช่นนั้น (3,3) แต่ถ้าทั้งสองรู้จักร่วมมือกันโดยที่กระทรวงการคลังใช้นโยบายเกินดุลในขณะที่ธนาคารกลางเลือกนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ผลตอบแทนของทั้งสองฝ่ายและของประเทศโดยรวมกลับจะสูงกว่า (2,2) แต่ทั้งคู่มักไม่ร่วมมือกันเนื่องจากไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะจริงใจหรือไม่ เป็นต้นว่า ถ้าคลังยอมจัดทำนโยบายเกินดุล คลังจะแน่ใจได้อย่างไรว่าธนาคารกลางจะไม่หักหลังด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะถ้าธนาคารกลางทำอย่างนั้น ธนาคารกลางจะได้ผลประโยชน์สูงที่สุด (1) ความร่วมมือระหว่างสององค์กรนี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้

อย่างไรก็ดี อย่าคิดแก้ปัญหานี้ด้วยการให้ธนาคารขึ้นตรงกับกระทรวงการคลังโดยเด็ดขาด เพราะทันทีที่เป็นอย่างนั้น คลังจะใช้นโยบายขาดดุลและสั่งให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ภาวะเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน