เก็บตกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากแฮรี่พอร์เตอร์ภาค 5-7.2

โลกเวทย์มนต์ในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสัมภเวสี แต่อยู่เป็นโลกเดียวกันกับมนุษย์เลย ทำให้ต้องมีกฎห้ามใช้เวทย์มนตร์ต่อหน้าพวกมักเกิล ซึ่งแฮรี่ได้ฝ่าฝืนกฎนี้ในภาคห้า และถูกนำตัวไปขึ้นศาล ซึ่งข้าพเจ้าก็งงๆ เพราะในภาคสอง รอนก็ขับรถบินได้มารับแฮรี่ ทำไม่รอนไม่โดนจับหว่า

การที่โลกเวทมนตร์อยู่รวมกับโลกมนุษย์ เวลาจะเข้าสู่สถานที่ของพวกพ่อมด จะต้องมีวิธีลับ เช่น ถ้าจะไปกระทรวงเวทมนตร์ ก็ต้องเข้าตู้โทรศัพท์แล้วกดเลขว่า magic เป็นต้น

มหากาพย์เรื่องนี้มีสัตว์ในเทพนิยายเยอะเหมือนกัน ตั้งแต่ยูนิคอร์น กอบลินทำงานธนาคาร เซ็นทอร์ ฮิบโปกริท Troll และเอฟฟ์ ซึ่งเอฟฟ์ในเรื่องนี้จะเป็นสัตว์ประจำบ้านของตระกูลต่างๆ คล้ายผู้รับใช้อยู่เหมือนกัน

  • ได้รู้จากภาคหกว่า พ่อแม่ของเฮอร์ไมโอนี่ เป็นหมอฟัน
  • หนังสือพิมพ์ในโลกเวทย์มนต์มีชื่อว่า Daily Prophet

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากสรุปก็คือ ชื่อของแต่ละภาคว่ามันคืออะไรกันบ้าง

  • ศิลาอาธรรพ์ เป็นของวิเศษที่วอเดอร์อยากได้
  • ห้องแห่งความลับ เป็นห้องที่ลือกันว่ามีอยู่ในฮอกวอร์ด สร้างโดยพวกวอเดอร์มอ
  • นักโทษแห่งอัสคาบาน คือ ซีเรียส แบล็ก พ่อทูนหัวของแฮรี่
  • ถ้วยอัคคี เป็นถ้วยที่เลือกตัวแทนของแต่ละสายเพื่อเป็นตัวแทนในการแข่งขัน
  • ภาคีนกฟินิกช์ เป็นสมาคมลับของพวกที่กระด้างกระเดื่องต่อกระทรวงเวทย์มนต์
  • เจ้าชายลูกผสม ก็คือ สเนป นั่นเอง
  • เครื่องรางยมทูต คือ ของวิเศษสูงสุดสามอย่าง ได้แก่ ไม้เวทมนตร์อัลเดอร์ ผ้าคลุมล่องหน และหินชุบชีวิต
  • ดาบกริฟฟินดอ เป็นของประจำบ้านกริฟฟินดอ ตอนหลังใช้ฆ่างูของวอเดอร์มอได้

ตอนท้ายของเรื่อง วอเดอร์มอเข้าครอบงำกระทรวงเวทมนตร์ โดยผู้ติดตามที่เรียกว่า ผู้เสพความตาย มีคำทำนายว่า ถ้าแฮรี่ไม่ฆ่าวอเดอร์มอ เวอร์เดอร์มอก็ต้องฆ่าแฮรี่ ดังนั้น วอเดอร์มอเลยอยากฆ่าแฮรี่ และแบ่งวิญญาณของตัวเองไปเก็บไว้ในสิ่งของแปดอย่าง เรียกว่า Horcrux ทำให้แฮรี่ต้องออกตามหา Horcrux เพื่อหยุดวอเดอร์มอ ปรากฎว่า หนึ่งใน Horcrux ก็คือตัวแฮรี่เอง ทำให้แฮรี่ต้องยอมตายเพื่อฆ่าวอเดอร์มอ แต่ในที่สุด แฮรี่ซึ่งมีหินชุบชีวิตอยู่กับตัวเอง ก็ได้ฟื้นขึ้นมาต่อสู้กับวอเดอร์มอจนชนะ

ไม้เอลเดอร์เป็นของดัมเบิลดอร์ แต่พอสเนปผลักดัมเบิลดอร์ตกหอคอยตาย ทุกคนคิดว่าไม้จะกลายเป็นของสเนป ทำให้วอเดอร์มอมาฆ่าสเนปเพื่อจะได้ครอบครองไม้ แต่จริงๆ แล้ว มัลฟอยต่างหากที่ทำให้ดัมเบิลดอร์ตาย ในเมื่อแฮรี่ฆ่ามัลฟอย เลยทำให้ไม้กลายเป็นของแฮรี่ แต่ในตอนจบแฮรี่ได้ตัดสินใจหักไม้นี้ทิ้งเพื่อไม่ให้ไม้นี้ก่อความยุ่งยากอีก

Backstory ของเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ที่เจอในหนัง Harry Potter ภาค 2-4

 

ภาคสองเป็นภาคที่เปิดเผยประวัติศาสตร์ของฮอกวอดว่าก่อตั้งขึ้นมาเป็นพันปีแล้ว โดยผู้ก่อตั้งสี่คน ซึ่งก็เป็นที่มาของสายสี่สายในโรงเรียนนั่นเอง แต่ผู้ก่อตั้งสายสไลเวอริน มีความคิดว่า พ่อมดไม่ควรจะคลุกคลีกับมักเกิล และเรียกคนที่มีเชื้อพ่อมดอย่างเดียวว่าเป็นเลือดบริสุทธิ์ ถ้าเป็นเลือดผสมคือเป็นพวกเลือดโคลน ซึ่งเฮอร์ไมโอนี่เป็นเลือดโคลนคนหนึ่ง และควรถูกกำจัดออกไปจากฮอกวอด แต่คนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย ก็เลยกลายเป็นความขัดแย้งที่ดำเนินมาจนปัจจุบัน

เรื่องแปลกก็คือว่า แฮรี่ พูดภาษางูได้ (ส่วนรอนกลัวแมงมุม) ซึ่งเท่ากับว่าแฮรี่มีเชื้อสายสไลเวอริน (สัตว์ประจำสายสไลเวอรินคืองู) รึเปล่า แต่ความจริง วอเดอร์มอได้ถ่ายทอดพลังอันนี้ให้แฮรี่โดยไม่รู้ตัว และแฮรี่เลือกที่เองที่จะไม่เป็นสไลเวอริน แต่เป็นกริฟฟินดอ

ภาคนี้ยังได้มีการพูดถึงว่ามีกระทรวงเวทมนตร์ ซึ่งหน้าที่หนึ่งคือคอยกำกับไม่ให้พวกมักเกิ้ลรู้ได้ว่ามีโลกของเวทมนตร์อยู่ในโลกมนุษย์ด้วย พ่อของรอนทำงานที่กระทรวงเวทย์มนตร์ และโลกเวทมนตร์ยังมีคุกชื่ออัสคาบาลไว้ขังวายร้าย มีผู้คุมวิญญาณคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ พวกมันเป็นเหมือนศพที่เน่าเปื่อย สามารถดูดความรู้สึก ความทรงจำของใครก็ได้

เริ่มเห็นรูปแบบของหนังแฮรี่หลายอย่าง อย่างเช่น ตอนเริ่มของภาค แฮรี่ต้องอยู่บ้านแล้วเดินทางไปโรงเรียน ทุกตอนจะมีการแข่งขันอะไรบางอย่างเสมอ ซึ่งก็มีความน่าหมั่นไส้ตรงที่ แฮรี่ จะต้องได้เป็นผู้เข้าแข่งขัน และผูกขาดชัยชนะตลอด โดยที่ไม่รู้ว่าเหตุผลคืออะไร นอกจากการที่แฮรี่เป็นลูกเซเลบ ยอมรับเลยว่า ถ้าผมเป็นเด็กในโรงเรียนนี้จะรู้สึกริษยาแฮรี่มากๆ อยากเอาใจช่วยผู้ร้ายให้ชนะแฮรี่บ้าง เพื่อยุติความอยุติธรรมนี้

เพิ่งรู้ว่ามี โรเบิร์ต แพททินสัน เล่นเป็นตัวประกอบในหนังแฮรี่ด้วยก่อนที่จะไปดังในหนังแวมพาย

ในตอนจบของภาคสี่ เวอเดอร์มอได้ปรากฎตัวขึ้นเพราะลูกน้องช่วยชุบชีวิตจนสำเร็จ และเผยด้วยว่าพ่อของมัลฟอยเป็นสมุนคนหนึ่งของวอเดอร์มอ

 

 

ขอลองเป็นมัคเกิ้ลกับเขาดูบ้าง – Harry Potter and the sorcerer’s stone

ขอออกตัวเลยว่าไม่เคยเป็นสาวกของซีรีส์พ่อมดเรื่องนี้ จำได้ว่าเคยอ่านเล่ม 1 ตอนที่ออกมาใหม่ๆ แต่อ่านไปเรื่อยๆ แล้วติดรำคาญภาษาของตัวละครบางตัวที่พูดไม่ชัด (เข้าใจว่าน่าจะเป็นเฮกริด) เลยอ่านไม่จบ ได้ดูหนังภาคหนึ่งด้วย แต่ว่าจำอะไรไม่ได้แล้ว

แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ซีรีส์เรื่องนี้จบไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ตลอดเวลา บางทีก็พูดถึงตัวละครที่เราไม่รู้จัก ฟังแล้วไม่เข้าใจ เรียกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยของเราไปแล้ว เลยคิดว่า ยังไงต้องรู้เรื่องนี้ไว้หน่อย ไม่งั้นจะไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างที่คนพูดหรือเปรียบเทียบโดยยกตัวอย่างจากเรื่องนี้

ขอตะลุยดูเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็แล้วกัน ส่วนเวอร์ชั่นนิยายของตะไว้ก่อน เพราะแค่ภาพยนตร์อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลาเสพมากแล้ว ยังไม่นับเรื่อง backstory, prequels, sequels ต่างๆ อีกมากมาย กะว่าจะดูประมาณภาคละ 1 สัปดาห์ ภายในสองเดือนเราก็น่าจะจบซีรีส์นี้ได้

ความรู้ประการแรกเลยหลังจากได้ดูภาคหนึ่งคือ เพิ่งรู้ว่าคำว่ามักเกิลที่ได้ยินบ่อยๆ จริงๆ แล้วมันแปลว่า คนที่ไม่มีเวทมนตร์

สามเกลอ รอน แฮรี่ และเฮอไมโอนี่

ตัวละครที่สำคัญในภาคหนึ่งที่น่าจะรู้จักไว้เพราะต้องได้ยินคนพูดถึงบ่อยๆ แน่ๆ คนแรกก็คือแฮรี่เอง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือใส่แว่นกลม และมีแผลเป็นรูปสายฟ้าที่หน้าผาก แฮรี่จะว่าไปแล้วก็ดูเหมือนจะเป็น the chosen one ตามสไตล์นิยายแฟนตาซี เพราะเป็นลูกของคนดัง ที่ทุกคนในโลกเวทย์มนตร์รู้จัก ยอมรับตามตรงว่าออกจะน่าหมั่นไส้นิดหน่อย เพราะดูเหมือนแฮรี่จะทำอะไรก็สำเร็จไปหมด โดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างมาก ทั้งที่ไม่ได้ขยันอ่านหนังสือเหมือนเฮอร์ไมโอนี่เพื่อนหญิง แต่เหมือนเก่งเพราะว่าเป็นลูกคนดัง มันดูเป็นพวก Elite ยังไงไม่รู้อ่ะ

เพื่อนสนิทของแฮรี่คือ รอน ซึ่งในภาคแรกบอกว่านามสกุล วิสลี่ย์ ซึ่งทุกคนก็รู้จักตระกูลนี้เหมือนกัน และเหมือนจะมาจากโรมาเนีย แต่ไม่ได้บอกว่าตระกูลนี้ดังเพราะอะไร แต่รอนดูจะเป็นคนธรรมดาหน่อยๆ คือไม่ได้มีความสามารถอะไรที่โดดเด่นมากนัก ต้องดูว่าภาคต่อๆ ไปจะเป็นยังไง

ส่วนเฮอร์ไมโอนี่ เพื่อนสนิทอีกคนของแฮรี่ เป็นเด็กแก่แดด จริตเยอะ อ่านหนังสือเยอะ ชอบอวดภูมิความรู้ของตัวเอง และเก่งวิชาร่ายเวทมนตร์มาก ส่วนเพื่อนนักเรียนตัวโกงคนสำคัญที่ควรจะรู้จักก็คือ มัลฟอย

ดัมเบิลดอร์ แฮกริด แมกกอนอเกิล วอร์เดอมอ มัลฟอย และสเนป

ในฮอกวอดนี่จะแบ่งนักเรียนออกเป็นสายด้วยนะ เหมือนจะมีทั้งหมดสี่บ้าน สามเกลออยู่บ้านกิฟฟินดอ ซึ่งมี ศจ.แมกกอนิเกิล แสดงโดย แม๊กกี้ สมิธ ดาราคนโปรดของผมเลย เป็นอาจารย์ประจำสาย สอนวิชาแปลงร่าง ชอบแปลงร่างเป็นแมว ส่วนมัลฟอยจะอยู่บ้านสไลเธอริน ซึ่งมีสเนปเป็นอาจารย์ประจำสาย สอนวิชาปรุงยา แต่ละบ้านจะมีสัญลักษณ์ประจำสายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ครูใหญ่ของโรงเรียนฮอกวอร์ดคือ ศจ.ดัมเบิลดอร์ ชื่อคล้ายหมาจัง ดูเป็นพ่อมดเมอร์ลิน กีฬาประจำโรงเรียนคือกีฬาควิกดิช

Gryffindor

 

Slytherin

ตัวร้ายที่สุดของเรื่องคือวอเดอร์มอ ซึ่งเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของแฮรี่ และในภาคนี้ต้องการศิลาอาธรรณ์ เพื่อที่จะได้ชุบชีวิตของตัวเองขึ้นมาใหม่ ตัวละครที่เป็นที่รู้จักมากอีกตัวในภาคหนึ่งก็คือ เฮกริด ซึ่งเป็นคนคอยพาแฮรี่ไปส่ง และเป็นเจ้าของหมายักษ์สามหัวที่เฝ้าศิลาอาธรรฌ์เอาไว้นั่นเอง

แต่ผมว่าสิ่งที่เป็น pop culture ที่คนรู้จักที่สุดจากภาคหนึ่งหนีไม่พ้น ชานชลา 9 3/4 ซึ่งต้องวิ่งเข้าไปในกำแพงถึงจะเข้าไปได้นะครับ

ไว้ดูกันต่อไปครับว่าในภาคถัดๆ มา ผมจะได้รู้อะไรเกี่ยวกับซีรีส์อมตะเรื่องนี้อีกบ้าง

Netflix เปิดปี 2019 ได้ดีมากเลย

เพิ่งผ่านไปได้แค่สองเดือนของปี 2019 แต่ผมก็เจอซีรีส์ที่ชอบใน Netflix ตั้งหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็น You, Sex Education เป็นต้น ช่างเป็นปรากฎการณ์ที่แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างมาก

ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ ดูได้แทบทุกเรื่อง แต่ว่าไม่มีเรื่องไหนที่ดีโดดเด่นไปเลย แบบ Game of Thrones อะไรเงี้ย และส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ชอบซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ในอดีตมากเท่าที่ควรเป็นเพราะผมรู้สึกว่าซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์มีความ Dark สูงมาก สูงจนบางทีดูแล้วก็เครียดและหดหู่ได้เลย

แต่พอมาปีนี้เหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ดูมีความสดใสเพิ่มขึ้น เป็นแนวทางที่น่าสนใจ และคิดว่าน่าจะทำให้เน็ตฟลิกซ์เจาะกลุ่มแมสได้มากขึ้นด้วย หลายๆ คนกลัวว่าเน็ตฟลิกซ์กำลังลำบาก เพราะค่ายใหญ่ทุกค่ายตอนนี้สนใจแข่งกับเน็ตฟลิกซ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอเมซอน แอ๊ปเปิ้ล ดิสนีย์ รวมทั้ง HBO ด้วย แต่ผมว่าอาจเป็นการวิตกกังวลที่เร็วเกินไป เพราะการจะสร้างแพล็ตฟอร์มที่พร้อมสรรพอย่างเน็ตฟลิกซ์ได้น่าจะต้องใช้เวลานานพอสมควร โดยเฉพาะในแง่การผลิตรายการของตัวเอง จะเห็นได้จากอเมซอนทำมาหลายปีแล้วแต่ก็ดูยังขาดความโดดเด่นอยู่ ผมจึงเชื่อว่าในช่วงสองปีนี้ เน็ตฟลิกซ์ยังไม่น่าจะเป็นอะไร

Sex Education (Netflix original series)

หนุ่มเนิร์ดวัยมัธยม มีปัญหาส่วนตัวคือไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เขาหลงรักเพื่อนหญิงร่วมชั้นเรียนที่ดูเก๋าและป๊อบปูล่ากว่าเขา ด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้เขาและเธอต้องหารายได้พิเศษในโรงเรียนด้วยการรับเป็นที่ปรึกษาเรื่องเพศศึกษา ซึ่งเขาก็ทำมันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อทุกที  (โดยไม่ได้ตั้งใจ) แต่สุดท้ายแล้วเขาจะแก้ไขปัญหาของตัวเองได้หรือเปล่า

เป็นซีรีส์แนววัยรุ่นสดใส คล้ายๆ กับเวลาดู American Pie หรือหนังวัยรุ่นเรื่องอื่นๆ ที่ต้องมีนักเรียนนิสัยแปลกๆ นักเรียนที่เก่งไปหมดทุกอย่าง นักเรียนที่ขาดความมั่นใจ เรื่อง LGBT มีงานพร็อม ฯลฯ ถือได้ว่าเรื่องนี้ใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไปในเรื่องได้ครบ ใครที่ชอบหนังวัยรุ่นดูแล้วฟิน แถมยังใช้เรื่องเพศศึกษาเป็นประเด็นหลักของเรา ทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก เพราะใครล่ะที่จะไม่ชอบเรื่องเซ็กส์

ตลก สนุก กินใจ ฟิวกู้ด ดูแล้วสบายใจมากเลย

9/10

You (Netflix original series)

เรื่องราวความรักระหว่าง หนุ่ม “Stalker” ที่ทำงานอยู่ในร้านหนังสือ กับสาวสวย ที่มีเบื้องหลังชีวิตที่ลึกลับน่าค้นหา แต่ด้วยความรักและประสบการณ์ร้ายในวัยเด็กทำให้เรื่องราวทุกอย่างบานปลายขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการฆาตกรรม

ชอบเรื่องนี้มากตรงที่เหมือนเป็นเรื่องที่เริ่มต้นมาจากคำว่า stalker แล้วพัฒนาเรื่องราวใส่ตัวละคร ความรักและเหตุการณ์ต่างๆ เข้าไป จนกลายเป็นหนังรักแนวลึกลับที่น่าติดตามมาก การดำเนินเรื่องค่อนข้างรวดเร็วและเข้มข้นตลอดทั้งซีซัน มีการวางพล็อตมาอย่างดี ทำให้เราค่อยๆ เห็นบูมหลังของตัวละครทั้งสองฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละเป็นนิยายแบบหนึ่งที่ผมอยากเขียนได้บ้าง

อันที่จริงเรื่องนี้เป็นหนังสือมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้มันไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก อยากรู้เหมือนกันว่ามันไปเตะตาเน็ตฟลิกซ์ได้ยังไง ถึงได้หยิบมาทำซีรีส์ และก็ตัดสินใจไม่ผิดด้วย อันที่จริงอยากรู้เหมือนกันว่าจะหานิยายที่ดีๆ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักแบบนี้ได้อย่างไร เวลาหานิยายอ่านในอเมซอน หรือไปเดินคิโนะ ผมอยากค้นพบนิยายแบบนี้บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

9/10

King of Wall Street – Louise Bay

Harper สาวนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มือใหม่ ต้องปวดหัวกับ Max King เจ้านายหนุ่มสุดหล่อ รวย ฉลาด พ่อหม้ายลูกติด ในความเป็น perfectionist ของเขา และจากความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะถูกชะตากันเท่าไหร่ก็กลายเป็นเซ็กส์และความรัก

ตอนแรกที่เห็นชื่อเรื่องนึกว่าจะเป็นดราม่าชีวิตแนวการเงิน ก็เลยลองซื้อมาอ่านดู ปรากฎว่าเนื้อหาหลักของนิยายจริงๆ แล้วคือ Romance พล็อตสุดฮิต พ่อแง่แม่งอน จากไม่ถูกกันกลายเป็นรักกัน แถมด้วยฉากเซ็กส์ที่เร้าร้อนและอล่างฉ่าง เรียกได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จทุกอย่างของนิยายรักที่ผู้หญิงอ่านแล้วฟิน แต่ไม่สำหรับผม

นิยายใช้ภาษาที่ง่ายมาก เขียนได้กระชับ อ่านแบบไม่ต้องใช้สมาธิมากก็ยังอ่านรู้เรื่อง เรียกได้ว่าตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดีทีเดียว นิยายใช้ PoV แบบบุรุษที่หนึ่ง ตัดสลับไปมาระหว่างในหัวของนางเอกกับของพระเอก แต่เนื้อเรื่องก็ดูจะมีความบังเอิญมากเกินไป ใช้พล็อตที่ค่อนข้างคลีเช่มากๆ เช่น นางเอกเพิ่งโดนพระเอกซึ่งเป็นเจ้านายกินหัวมาก พอกลับมาที่อพาร์ตเมนท์ก็ค่อยมาค้นพบว่าพระเอกอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์เดียวกัน คือเป็นพล็อตที่โหลมากๆ และขาดความสมจริงสุดๆ เรียกได้ว่า อ่านให้ฟินจิกหมอนอย่างเดียว อย่างไปคิดเรื่องเหตุผลอะไรให้มากมาย

6/10

รีวิว หนังสือ นิยาย Sun is also a star – Nicola Yoon – นิโคลา ยูน

นิยายรักวัยรุ่น เกี่ยวกับรักแรกพบระหว่าง นาตาชา หญิงผิวดำ กับ แดเนียล หนุ่มอเมริกันเชื้อสายเกาหลี เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาแค่หนึ่งวัน แต่นาตาชา กำลังจะต้องถูกเนรเทศออกจากสหรัฐฯ กลับไปยังจาไมก้า ประเทศที่พ่อแม่ของเธอจากมาเมื่อเก้าปีที่แล้ว

เป็นนิยายที่แปลกดีครับ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรักต่างเชื้อชาติ แถมบุคลิกของทั้งคู่ยังต่างกันสุดขั้วด้วย คนหนึ่งเชื่อในวิทยาศาสตร์และเหตุผล อีกคนหนึ่งอารมณ์อ่อนไหวและรักในการแต่งกวี ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยการเปลี่ยนมุมมองไปเรื่อยๆ ทั้งมุมมองของบุคคลที่สาม มุมมองของนาตาชา และมุมมองของแดเนียล

นิโคลา ยูน ผู้แต่งก็เป็นคนที่เหมาะจะเขียนเรื่องนี้ เพราะในชีวิตจริง เธอเป็นหญิงผิวดำ ที่แต่งงานกับหนุ่มอเมริกันเชื้อสายเกาหลี เป็นนิยายที่มีเนื้อหาที่แตกต่างจากนิยายดังอีกเรื่องของเธอ Everything, Everything อยู่พอสมควร เรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้หญิงที่เป็นโรคอย่างหนึ่งทำให้ออกจากบ้านไม่ได้ แต่พบรักกับหนุ่มข้างบ้าน ที่พยายามจะพาเธอออกมาเผชิญโลกภายนอก

ข้อสังเกตของผมคือ นิยายแนววัยรุ่น (YA) ของฝรั่ง ถ้าไม่ใช่แนวเพ้อฝัน แฟนตาซี ไซไฟไปเลย ก็จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ minorities ในสังคมเสมอ มีตั้งแต่ คนโรคจิต คนบ้า คนเป็นโรคซีมเศร้า เด็กออทิสติก ฯลฯ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องของชนกลุ่มน้อย บางทีก็แอบคิดเหมือนกันว่า นิยายแนว YA จงใจขายดราม่าแบบนี้มากไปหน่อย และดูเหมือนพวกฝรั่งจะอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้มาก เพราะเขียนออกมาขายกี่เรื่องก็เห็นขายดีจัง

แต่ก็เป็นนิยายที่มีวิธีการเขียนที่แหวกแนวดี แม้ว่าส่วนตัวจะรู้สึกว่า บุคลิกที่ขัดแย้งกันของตัวละครทั้งสองตัวในแง่คนหนึ่งชอบวิทยาศาสตร์ อีกคนหนึ่งชอบศิลปะ ยังนำเสนอออกมาได้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร น่าจะทำส่วนนี้ให้ได้ดีกว่านี้

รวมๆ แล้วยังไม่ค่อยชอบเท่าไร ดูเหมือนผมจะมีปัญหากับนิยายแนวคนรุ่นใหม่อยู่พอสมควร สงสัยเพราะแก่