ข้อคิดชีวิตผ่านหนังสือ ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ

หนังสือเล่มนี้โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่ เป็นหนังสือแปล งานเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ ที่เขียนเล่าเปลือยชีวิตของการเป็นนักเขียนนวนิยายอาชีพ เป็นหนังสือที่น่าอ่านเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่สนใจการเขียนนิยาย

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้รู้ว่าสาเหตุที่มูราคามิสามารถเขียนนิยายได้ดีกว่าใครนั้น เป็นเหตุผลที่ค่อนข้างลึกๆ มากทีเดียว ถ้าคุณไม่ได้ใส่ใจมากพอว่านิยายที่ดีต่างจากนิยายที่ไม่ดีตรงไหน คุณก็จะมองตรงนี้ไม่ออกเลย

อีกอย่างที่ชอบมากเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือได้รู้จักตัวตนของมูราคามิ ซึ่งผมพบว่ามีปรัชญาชีวิตหลายอย่างของเขา ที่โดนใจผมมาก

มูราคามิ เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการมีอิสระทางความคิดอย่างมาก คือ อย่ากลัวหรือรู้สึกผิดถ้าหากเราคิดไม่เหมือนกับคนรอบข้าง และตัวเขาเองเป็นแบบนั้น

ตั้งแต่เด็ก มูราคามิเข้ากับหมู่คณะไม่ค่อยได้ พอเรียนจบ ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องคอยทำตามคำสั่งเจ้านาย ต้องคิดตามองค์กร แต่ดิ้นรนกู้เงินธนาคารมาเปิดบาร์แจ๊ส เพื่อที่จะได้มีชีวิตในแบบที่เป็นนายของตัวเอง ซึ่งต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักมากเพื่อใช้หนี้ธนาคาร แต่เขาก็ยอมแลก กับอิสรภาพทางความคิด และเขาก็เชื่อด้วยว่า การที่เขาดำรงตัวเพื่อให้ยังมีอิสระทางความคิดได้อยู่ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเป็นนักเขียนนิยายที่ดี มูราคามิคิดว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่กำหนดให้ทุกคนทำตัวเหมือนแกะ (ทำตามๆ กัน) มันมาถึงจุดล้มสลายตอนวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ช่วงปี 80 และยุคนี้สิ่งที่จะทำให้ญี่ปุ่นไปต่อได้ คือการยกย่องให้ความแตกต่างกันของแต่ละคนต่างหาก

โอ๊ย โดนใจมากๆ เป็นพวกหัวขบถเหมือนเราเลย ความยากของการคิดแบบนี้คือคุณจะโดนคนรอบข้างประนามว่าคุณเป็นพวกไม่เอาหมู่คณะ ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงสำหรับคนญี่ปุ่นและคนไทยด้วย คนที่จะคิดแบบนี้ได้ต้องมีความกล้าหาญ และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ และยอมแลกกับประโยชน์ต่างๆ ที่ตัวเองจะได้รับจากการยอมรับหมู่คณะ

ชีวิตของมูราคามิไม่ใช่ชีวิตที่เป็นเส้นตรงชัดเจน แต่เป็นชีวิตที่ลื่นไหลไปเรื่อยๆ เพื่อทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ก็กลับกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้ แปลกใจมั้ย

มูราคามิบอกว่า คนเขียนนิยายที่ดีต้องเป็นคนที่ไม่ด่วนตัดสินอะไรง่ายๆ แต่บรรยายหรือเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ไปอย่างคนที่ไม่มีอคติ คนที่เห็นอะไรก็ชอบด่วนตัดสินว่าฉันชอบหรือเกลียดสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ใช่คนที่สามารถเขียนนิยายได้ดี แนวคิดนี้ก็ชอบเหมือนกัน ตัวผมเองรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบตัดสิน ชอบมีคำตอบที่ชัดเจนกับทุกเรื่อง นั่นดี นั่นไม่ดี ซึ่งบางทีมันอาจไม่ใช่วิธีใช้ชีวิตที่ถูกต้อง มูราคามิบอกว่า สิ่งที่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนในโลกนี้มีอยู่ไม่ได้มากนักอย่างที่พวกเราอยากให้มันเป็นหรอก บางเรื่องปล่อยปลายเปิดไว้บ้างก็ได้ ไม่ต้องไปเลือกข้างหมดทุกเรื่องหรอก

แม้มูราคามิจะชอบความเป็นปัจเจกอย่างมาก แต่เขาก็คิดว่า การตัดสินคุณค่าของความเป็นออริจินัลของนิยายหรือผลงานศิลปะนั้น ต้องตัดสินโดย “คนอื่น” ไม่ใช่คิดเองว่าของตัวเองดี แต่ข้อแม้ด้วยว่า ต้องปล่อยให้ผลงานนั้นได้ผ่านกาลเวลาเป็นตัวทดสอบด้วย นิยายบางเรื่องคนอ่านชอบมากในช่วงเวลาที่ออกมา แต่หลังจากนั้นสิบปี ก็ไม่มีใครพูดถึงมันอีกเลย ต่างกับนิยายบางเรื่อง ตอนออกมา คนอ่านอาจไม่ชอบเลย แต่หลังจากนั้นห้าสิบปี กลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิก เพื่อคนเริ่มเข้าใจแล้วค่อยเห็นคุณค่าเป็นต้น

 

Literary Fictions คืออะไร – ไม่ติสท์ไปใช่มั้ย?

Literary Fictions หมายถึง นิยายชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้เน้นที่พล็อตเรื่อง แต่เน้นที่ความคิด ความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละคร

บางคนเรียกนิยายชนิดนี้ว่า Character-Driven ซึ่งตรงข้ามกับ Plot-driven เพราะว่าเน้นที่ตัวละคร เนื้อเรื่องจึงเดินไปตามแรงจูงใจของตัวละครมากกว่าที่จะมีพล็อตที่วางไว้เพื่อให้ตัวละครเดินตาม ซึ่งถ้าเขียนนิยายแบบนี้ได้ดี จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า อ่านแล้วอินกับตัวละครได้มาก

ในทางตรงกันข้าม หลายคนจะรู้สึกว่านิยายแนวนี้ไม่ค่อยมีเนื้อเรื่อง ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ ดูเรื่อยเปื่อย วนอยู่ในอ่าง ยืดเยื้อ Literary Fictions ส่วนใหญ่จึงไม่เหมาะที่จะเอามาทำเป็นหนัง โดยเฉพาะหนังฮอลลีวู้ด เพราะไม่ค่อยมีฉากแอ็กชั่น คนดูกระแสหลักจึงไม่ค่อยชอบ มีผู้หญิงวัยรุ่นฝรั่งมากมายที่เขียนนิยายแบบนี้ แล้วมีผู้อ่านเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชมตัวนิยายอย่างมาก แต่ผู้อ่านกระแสหลักไม่รู้จัก

ในร้านหนังสือ อาจหานิยายแนวนี้ได้ในหมวด General Fictions เพราะตรงข้ามกับ Genre Fictions ที่สามารถจัดอยู่ในหมวดใดหมวดหนึ่งได้อย่างชัดเจน

Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น

เวลาพูดถึง Literary Fictions ผมมักนึกถึงนิยายเรื่อง Catcher in the Rye โดย J D Salinger ซึ่งพูดถึง Holden นักศึกษามหาวิทยาลัยหนุ่ม โดยที่ Holden เป็นผู้เล่าเรื่องเอง เขาเป็นคนงงๆ ไม่ค่อยมีเป้าหมายอะไรในชีวิต ขี้บ่น และบางทีก็เชื่อถืออะไรไม่ได้ ทำให้ผู้อ่านบางทีก็ต้องเดาเอาเองว่า สิ่งที่ Holden เล่ามา มันเชื่อได้แน่เหรอ แต่อ่านแล้ว สักพักก็จะเริ่มเสพติดวิธิมองโลกของ Holden วลีที่เขาติดปาก ฯลฯ อ่านจบแล้ว ความคิดของเขาก็จะยังวนอยู่ในหัวคุณไปอีกหลายสัปดาห์

ภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้ดูในปี 2560

13 Reasons Why

ยกให้เป็นซีรีย์ที่ชอบที่สุดของปีนี้  เพราะดูแล้วอินเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้นเลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของหนังที่ผมชอบที่สุด (พาเราหลุดเข้าไปในเรื่อง)​

Game of Thrones 7

ซีรีส์ส่วนมาก ยิ่งภาคหลังๆ จะยิ่งด้อยคุณภาพลง แต่ GoT เป็นซีรีส์ที่ยิ่งภาคหลังๆ ยิ่งทำได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ และภาคนี้ก็ Top Form อีกแล้วครับ

#GirlBoss

ซีรีส์ของ Netflix อีกเรื่อง ที่สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน เห็นหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือนานแล้ว แต่ไม่เคยหยิบอ่านเลย พอได้มาดูซีรีส์ พบว่า เรื่องสนุกทีเดียว เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ติสต์แตก อยากมีอาชีพอิสระ ลองเปิดร้านในอีเบย์ แล้วก็ต้องผจญภัยกับปัญหาชีวิตมากมาย สะท้อนความคิดของ Gen Y ได้ดีเลย

ฉลาดเกมส์โกง

ถือเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในปีนี้ที่ได้ชม หนังทำให้การเข้าห้องสอบสนุกตื่นเต้นยิ่งกว่าไปทำสงครามซะอีก และหนังก็เขียนบทได้ดีมาก มีประเด็นให้ขบคิดนอกเหนือจากความสนุกตื่นเต้น ถือว่าครบรสครับ

Let me eat your Pancras 

หนังรักญี่ปุ่นโรแมนติกซึ้งๆ เป็นหนังที่ละเมียดในอารมณ์ความรู้สึก ดนตรีดี วิวสวย นักแสดงเล่นดี เป็นหนังแนวนี้ที่ไม่ได้ดูมานานแล้ว ชอบมาก

The killing of a sacred deer

มีความ weird เหมือนเช่นเคย แต่มีนน้อยกว่า The Lobster ชอบมากกว่า The Lobster

Get Out

หนัง Thriller ที่เอาเรื่อง Racism มาผสม เป็นไอเดียที่แปลกดี แม้ว่าความ Thriller จะค่อนข้าง Cliche แต่รวมๆ แล้ว ดี สนุก

Loving Vincent

เป็นหนังที่ดีมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่รักศิลปะ ยิ่งถ้าคุ้นเคยกับภาพเขียนของแวนโก๊ะด้วย นี่เห็นแล้วน้ำตาจะร่วง เพราะภาพเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้ด้วย เนื้อเรื่องก็ทำได้โอเคทีเดียว คนทั่วไปก็น่าจะดูได้

Killing Ground

เป็นหนังสยองขวัญที่ตื่นเต้นมาก แม้ว่าจะโหดร้ายเกินไปหน่อย เพราะมีการทำร้ายเด็ก การข่มขืนฆ่า แต่ในแง่ของความตื่นเต้น หนังทำได้ถึงพริกถึงขิงดี

Moonlight 

บทหนังเป็นธรรมชาติมาก ทำให้ดูเหมือนจริง โดยส่วนตัวชอบมาก แต่ก็ยอมรับว่า ถ้าหากปีที่แล้ว ไม่มีการประท้วงเรื่อง oscar is so white ปีนี้หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ได้

Everybody wants some

เป็นหนังที่พาคนดูไปเสพชีวิตในยุค 80 และเป็นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วย แต่ถ้าหากคุณไม่อินกับยุค 80 ดูแล้วก็อาจจะร้องว่า “หนังอะไรของมันหว่า ไม่มีเนื้อหาอะไรเลย” เพราะหนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบนี้จริงๆ เนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไร แต่พาคนดูไปเสพอดีตมากกว่า

Harmonium

หนังฆาตกรรมของญี่ปุ่น เขียนบทได้ยอดเยี่ยมมากครับ

Swiss Army Man

หนังบ๊องส์ๆ ของคนสองคนที่หลงป่าอยู่ด้วยกัน แต่แฝงด้วยปรัชญาชีวิตบางอย่าง

Things to come

หนังฝรั่งเศส เรื่องนี้ดูจะใช้สัญลักษณ์มากเกินไป ดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ไม่สนุก อาร์ตเกินไป ผมไม่ใช่คนที่ชอบดูหนังอาร์ต เป็นคนที่ชอบดูหนังที่เข้าถึงได้ง่ายมากกว่า

Submarine

หนังแนว coming of age เกี่ยวกับวัยรุ่นยุคสามสิบปีก่อน มีความเป็นอังกฤษสูง ย้อนยุค แต่ส่วนตัวก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร เฉยๆ น่ะ

The Squid and the Whale

หนังแนว coming of age เหมือนกัน เขียนบทเป็นธรรมชาติดี นักแสดงเล่นดีมาก แต่สัญลักษณ์เยอะ บางทีก็เข้าใจยากจัง ก็เลยเฉยๆ อีกเหมือนกัน จะว่าไป ปีนี้ดูหนังแบบนี้ไปเยอะเหมือนกันแหะ

สุดท้ายคือเรื่อง Mother! ซึ่งเคยเขียนถึงไปแล้ว

 

 

 

Harlan Coben – ฮาร์ลาน โคเบน – Six Years – สาบสูญ

ฮาร์ลาน โคเบน เป็นนักเขียนนิยายชาวอเมริกัน

อาจเรียกได้ว่า โคเบน เป็นเจ้าพ่อ Page Turner คนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะในการเขียนนิยายทุกเล่ม เขาจะพยายามทำให้คนอ่านวางไม่ลง อยากเปิดหน้าต่อไปเรื่อยๆ เขาบอกว่า ถ้าคนอ่านตั้งใจจะเปิดอ่านแค่บทสองบท แต่แล้วก็อ่านต่อไปจนจบถึงตีสี่เลย เพราะว่าวางไม่ลง กว่าจะรู้ตัวก็ใกล้เช้าแล้ว นั่นคือเขาประสบความสำเร็จในการเขียนนิยายแล้ว

นิยายแนวตื่นเต้น (Suspense & Thriller) ของโคเบนมักไม่เกี่ยวกับการฆาตกรรม แต่จะเกี่ยวกับการหายตัวไปของคนมากกว่า เรื่องคนหายเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาเลย เขามองว่า เรื่องคนหายตัวไป จะสร้างความหวังให้คนอ่านได้มากกว่าเรื่องคนตาย เพราะคนตายไปแล้วก็จบกัน แต่คนหายยังมีโอกาสกลับมาได้ มันจึงดึงให้คนอ่านสนใจได้มากกว่าเรื่องฆาตกรรม นอกจากนี้ ตัวละครหลักจะต้องมีบุคลิกที่ทำให้คนอ่านรู้สึกเชื่อมโยงได้ คือเป็นคนธรรมดาๆ ไม่ใช่ผู้วิเศษ มีข้อเสีย เหมือนกับปุถุชนทั่วไป คนอ่านจะอยากเอาใจช่วยตัวละคร

และนิยายทุกเรื่องของโคเบนจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนิวเจอร์ซีย์ ไม่มากก็น้อย

Six Years – สาบสูญ

เรื่องราวของชายหนุ่มที่คนรักหนีไปแต่งงานกับแฟนเก่าแล้วขอร้องให้ชายหนุ่มเลิกติดต่อกับเธออีก หกปีต่อมาชายหนุ่มผิดคำสัญญาและพยายามสืบหาตัวเธอให้พบ แต่ก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ค้นพบ

ผมชอบตอนต้นเรื่องที่พูดถึงความรัก ผมว่าเค้าเขียนได้ passionate ดี ส่วนตอนกลางๆ เรื่อง ก็สร้างความสงสัยให้คนอ่าน จนต้องอ่านต่อไปเรื่อยๆ สมคำล่ำลือ

ถ้าอ่านฮาร์ลาน โคเบนสักสองสามเรื่อง ก็น่าสนุกดี แต่ถ้าทุกเรื่องเกี่ยวกับคนหาย การติดตามอ่านนิยายของเขาทั้ง 30+ เรื่อง ก็คงเป็นอะไรที่แปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย

วรรณกรรม Gothic

เมื่อก่อนเหมือนจะเคยมีใครสักคนบอกผมว่า วรรณกรรม Gothic คือ วรรณกรรมที่เดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบในสถานที่ที่จำกัด เช่น ภายในปราสาทแห่งหนึ่ง ตัวละครก็เดินเรื่องอยู่ข้างในปราสาทนั้นทั้งเรื่องโดยแทบจะไม่ได้ออกมาเลย

แต่ลองเป็นวิกิพีเดียดูกลับพบว่าไม่ใช่ วรรณกรรม Gothic ดูเหมือนจะมีนิยามที่มีองค์ประกอบที่ชัดเจน คือ ต้องเป็นแนว Dark ตัวละครหลักต้องมีความผิดปกติอะไรสักอย่าง อาจเป็นทางจิตก็ได้ เนื้อเรื่องจะต้องไม่สดใส และต้องมีอะไรบางอย่างในเรื่องที่เหนือธรรมชาติ

ตัวอย่างของวรรณกรรม Gothic ก็เช่น แฟรงเกนสไตน์ , Dr. Jekylle, Jane Eyne เป็นต้น

คนเขียนนิยายร่วมสมัยที่มีความเป็น Gothic สูงมาก ไม่ว่าผู้แต่งจะตั้งใจหรือว่าไม่ตั้งใจก็ไม่รู้ ก็คือ Stephen King นะครับ โทนเรื่องมักจะดาร์กๆ และต้องมีอะไรบางอย่างที่เหนือจริงอยู่ด้วย แต่เขียนในลักษณะที่ดูเป็นนิยาย Realistic

ขุนช้างขุนแผน

ใครอยากรู้ว่า วรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เนื้อเรื่องจริงๆ เป็นยังไง แนะนำให้อ่านหนังสือชื่อ ขุนช้างขุนแผน เขียนโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะเล่าเรื่องให้ฟังแบบร้อยแก้ว แถมมี side story อธิบายประกอบด้วย ทำให้อ่านเข้าใจที่มาที่ไปได้ง่ายดีครับ

ขุนช้างขุนแผน เนื้อเรื่องดั้งเดิมจริงๆ สั้นนิดเดียวนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ขุนแผน หนุ่มหล่อ รบเก่ง เจ้าชู้ มีอาคม กับขุนช้าง ที่หน้าตาอัปลักษณ์ แต่รวย แล้วก็มีบรรดาเมียของขุนแผนตั้งสามคน (วันทอง ลาวทอง และแก้วกิริยา ) เป็นองค์ประกอบให้เกิดเรื่องราว สุดท้ายเรื่องจบลงด้วยการพิพากษาคดีของพระพันวษา ซึ่งเป็นกษัตริย์อยุธยา เพื่อที่จะลงเอยว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

แต่มีคนแต่งเรื่องต่อจากนั้นไปอีกเยอะแยะมากมาย จนกลายเป็นเรื่องที่ยาวมาก ซึ่งหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องของคนรุ่นลูกของขุนช้างขุนแผนไปแล้ว ได้แก่ พลายงาม พลายชุมพล เป็นต้น ในขณะที่ขุนช้าง ขุนแผนเอง เป็นแค่ตัวประกอบ เรื่องราวก็ค่อนข้างจะเริ่มเลอะเทอะไปเรื่อยๆ เพราะคนสมัยก่อนอยากฟังเรื่องนี้อีก ก็เลยต้องมีการแต่งต่อมาอีกยาวเหยียด

ที่จริงแล้ว ส่วนที่ทำให้คนสมัยก่อนชอบเรื่องขุนช้างขุนแผนมาก เป็นเพราะนอกจากจะมีการสู้รบ และเวทย์มนตร์คาถาแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ บทพิสดาร หรือฉากร่วมเพศ นั่นเอง ซึ่งมีการบรรยายไว้อย่างถึงพริกถึงขิง คนสมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ตไว้เปิดหนังโป๊ดู แค่ได้ฟังขับเสภาที่มีบทพิสดาร ก็ฟินอย่าบอกใครแล้วล่ะครับ

พาให้คิดว่า วรรณคดีไทยสมัยก่อนมีแต่ที่เต็มไปด้วยบทพิสดาร พระอภัยมณีก็เช่นกัน ตัวพระอภัยมณีเองเจ้าชู้ ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยฉาก ผิดผัว ผิดเมีย มั่วเซ็กส์​ เรียกได้ว่าเป็นพิษเป็นภัยต่อเยาวชน ยิ่งกว่าพวกการ์ตูนโป๊สมัยนี้มาก แต่ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือ ถ้าเป็นของโบราณจะต้องบอกว่าเป็นของดีงามเสมอ  และทำให้ใช้วิธีปกปิดความเป็นจริงก็คือ เอามาเล่าให้คนสมัยใหม่ฟังเฉพาะแค่บางตอนที่ดูดี (สุดสาคร สินสมุทร) เท่านั้น แต่มันทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปอย่างสิ้นเชิงว่า วรรณคดีพวกนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ เพราะว่ารู้อยู่แค่สองตอน แล้วก็มาว่า นิยายสมัยใหม่ว่าทำให้สังคมเสื่อมทราม ทั้งที่นิยายสมัยเก่ามีเนื้อหายิ่งกว่านิยายสมัยนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว

(แม้แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เอง ยังแสดงความเห็นไว้ในหนังสือว่า บทพิสดารในวรรณคดีไม่ใช่เรื่องที่จะต้องปกปิดหรือคิดว่าเป็นสิ่งไม่ดีแต่อย่างใด)

Mother! – Privacy Please

ผมค่อนข้างอินกับหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมกับนางเอกได้เยอะเลย

ความรู้สึกอึดอัดเวลาตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยรู้สึกแบบเธอมาบ้าง ไม่มากก็น้อย และหนังก็พยายามพาเราไปสู่ความรู้สึกแบบนั้นให้สุดทาง

สังคมตะวันตกหวงความเป็นส่วนตัวมาก โดยเฉพาะสังคมอเมริกันที่เป็นสังคมแบบปัจเจก การถูกแขกที่เพิ่งรู้จักกัน ถามว่ามีลูกหรือยัง ทำไมยังไม่มีลูก เป็นคำถามที่คุกคามความเป็นส่วนตัวของชาวอเมริกันในระดับสูง แล้วพอรู้แล้วว่ายังไม่มี ยังมาพูดต่ออีกว่า มีสิ มีแล้วจะดีอย่างนั้นอย่างนี้นะ แบบฉันนี่ไง ฉันมีแล้วดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เธอต้องมีแบบฉันด้วย อย่างนี้เรียกว่า คุกคามความเป็นส่วนตัวระดับสุด

แตกต่างจากสังคมเอเชีย โดยเฉพาะสังคมไทย เรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามเลย คนไทยชอบตีสนิทด้วยการถามเรื่องส่วนตัว ยิ่งอยากสนิทไวๆ ต้องยิ่งถามเรื่องส่วนตัวมากๆ คำถามหนึ่งที่นิยมมากเวลาเจอหน้ากันคือ “ช่วงนี้ดูอ้วนขึ้นนะ” ซึ่งสำหรับคนอเมริกัน การถามแบบนี้คือการคุกคามพื้นที่ส่วนตัว ไม่ใช่ความปรารถนาดี เวลาคุยกับคนอเมริกันที่เพิ่งรู้จักกัน ควรจะคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ รถติด หรืออะไรก็ว่าไป จะดีกว่านะครับ อย่าถามอะไรแบบนี้

ไม่แปลกถ้าคนไทยบางคนดูแล้วงงๆ ไม่รู้สึกว่านางอึดอัดเรื่องอะไร เพราะวัฒนธรรมไทยโดยราก ไม่มีคำว่า “ความเป็นส่วนตัว” เราเพิ่งจะรับเอาแนวคิดนี้มาจากฝรั่งสมัย ร.5 เห็นได้จากสมัยนั้น คำว่า ส่วนตัว จะพูดทับศัพท์ว่า ไปรเวท เพราะคำไทยไม่มี คนไทยสมัยก่อนหรือแม้แต่ในชนบทยุคปัจจุบัน เวลามีจดหมายส่งมาถึงหมู่บ้าน คนแรกที่รับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์อาจฉีกอ่านเลย ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเอง ไม่รู้สึกว่าผิด เพราะว่าทุกคนไม่ได้มีพื้นที่ส่วนตัวเหมือนอย่างฝรั่ง

บุคลิกส่วนตัวของผมค่อนข้างปัจเจกสูง ซึ่งไม่เหมาะกับสังคมไทยที่เป็นสังคมเกาะกลุ่ม ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเสมอ เวลาโดยตีสนิทด้วยวิธีแบบไทย เป็นพวกคนไทยชายขอบ แต่ถ้าอยู่ในสังคมอเมริกัน ผมอาจรู้สึกสบายๆ (เฉพาะในแง่นี้นะ ส่วนในแง่อื่นๆ ก็อาจเป็นอีกเรื่อง) แต่ผมเชื่อว่ายุคนี้ก็น่าจะมีคนไทยที่อึดอัดแบบผมมากขึ้น มิฉะนั้นถึงมีการแอบบ่นๆ กันว่า ทำไมไปงานแต่งงานทีไร ต้องโดนถามอยู่คำถามเดียว พอแต่งงานแล้ว ก็โดนถามว่าทำไมเมื่อไรจะมีลูก ถ้ามีแล้ว ก็โดนถามว่าเมื่อไรจะมีคนที่สอง ไปเรื่อยๆ บางทีถ้าคนไทยมีความสำเหนียกที่จะเข้าใจคนอื่นบ้าง ก็น่าจะพยายามคิดหัวข้อสนทนาให้หลากหลายและสร้างสรรค์กว่านี้หน่อย

 

 

คุยกันเรื่องวงการนิยายไทย

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้ถึงกับเป็นนักอ่านนิยายตัวยง เพียงแต่ช่วงนี้พยายาม Explore อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกของหนังสือ ก็เลยสนใจหนังสือนิยายของไทย และเห็นว่าบางประเด็นก็เหมือนจะยังไม่เคยมีใครตั้งข้อสังเกตเอาไว้ให้อ่านกัน ก็เลยอยากชวนผู้อ่านคุยกับเกี่ยวกับวงการนี้

วงการนี้ โดยภาพรวม ถือว่าค่อนข้างอาภัพ เลยก็ว่าได้ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีใช้อยู่แค่ประเทศเดียว แถมยังเป็นประเทศที่คนอ่านหนังสือน้อยอีกด้วย ทำให้ตลาดเล็กมาก การเขียนนิยายเป็นอาชีพในไทยจึงไม่เรื่องง่ายๆ

ผมว่าตลาดหนังสือนิยายที่ใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นนิยายรัก ซึ่งกลุ่มคนอ่าน 90% จะเป็นผู้หญิง สังเกตได้จากนิยายรักเป็นหมวดที่ครองพื้นที่ในร้านหนังสือไปเยอะมาก ผู้หญิงมีความต้องการที่จะหลุดเข้าไปในโลกของนิยายรักสูง อยากฟิน อยากจิกหมอน อยากจินตนาการว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีผู้ชายในอุดมคติมาหลงรัก เพราะในชีวิตจริงไม่มี ซึ่งเป็นอารมณ์ที่สื่อประเภทอื่นยังตอบโจทย์ได้ไม่ดีเท่ากับหนังสือ ทำให้มีความต้องการเสพนิยายรักมากมายมหาศาล

ในขณะที่ผู้ชายมักจะอ่านนิยายแนวกำลังภายในเป็นส่วนใหญ่ เหมือนสัญชาตญาณของผู้ชายจะชอบการต่อสู้ ซึ่งทำให้นิยายไทยสูญเสียตลาดส่วนนี้ไปให้นิยายแปลจากจีน แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีนักเขียนไทยที่เขียนนิยายกำลังภายในด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ปริมาณผู้ชายที่ต้องการเสพนิยายกำลังภายในก็ยังสู้ปริมาณผู้หญิงที่ต้องการเสพนิยายรักไม่ได้ ผู้ชายจำนวนมากไม่อ่านนิยายเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นนิยายในหมวดนี้ก็ยังไม่ได้ใหญ่มากนักถ้าเทียบกับนิยายรัก

นิยายรักของไทยดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยอย่างชัดเจน กลุ่มแรกปกจะเชยๆ หวานเยิ้มๆ ชื่อนิยายจะฟังดูโบราณ หรือเป็นศัพท์ยากๆ ดูอนุรักษ์นิยม มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นนิยายรักอมตะ พิมพ์แล้วพิมพ์อีกก็ยังมีคนอ่านอยู่ เช่น ปริศนา คู่กรรม วนิดา รัตนาวดี อะไรทำนองนี้ แต่จริงๆ แล้วก็มีนักเขียนยุคใหม่ที่อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เช่น กิ่งฉัตร หรือ ปิยะพร สองคนนี้นี่ถือว่าขึ้นหิ้งเทียบชั้นนักเขียนยุคเก่าๆ เลยทีเดียว (อันนี้ ฟังเค้ามานะ)

นิยายรักกลุ่มที่สองจะดูเจาะกลุ่มวัยรุ่น ดูเจน Y เจน Z ปกมักจะเป็นภาพการ์ตูน คล้ายมังงะ ชื่อนิยายฟังดูคล้ายหนังรักเกาหลี เช่น ยัยจอมยุ่งกับนายซื้อบื้อ อะไรทำนองนี้ บางทีชื่อตัวละครก็อาจเป็นชื่อฝรั่ง แต่เรื่องราวเป็นไทย เจ้าตลาดของกลุ่มนี้น่าจะหนีไม่พัน สำนักพิมพ์แจ่มใส โดยส่วนตัวผมมีปัญหากับการอ่านนิยายแจ่มใสมาก ไม่ใช่เพราะว่ามีตัว emoticon เยอะ แต่เป็นเพราะผมอ่านไม่รู้เรื่อง เนื่องจากส่วนใหญ่จะเดินเรื่องด้วยบทสนทนาแทบทั้งหมด ทำให้เข้าใจเรื่องตามได้ยากมาก เพราะเราแทบไม่รู้ว่าคู่สนทนาเป็นใคร มีนิสัยยังไง มีแบกกราวด์ยังไง แต่เชื่อว่าวัยรุ่นทั่วไปน่าจะอ่านรู้เรื่องกัน ไม่งั้นมันจะขายดีเป็นเทน้ำขนาดนั้นได้ยังไง

นิยายกลุ่มถัดไปที่ดูพอจะมีตลาดในไทย คือ แนวแฟนตาซี เหมือนสร้างโลกในจินตนาการขึ้นมา แล้วตัวละครก็มีเหตุให้ต้องเข้าไปผจญภัย มีช่วงหนึ่งที่แนวนี้จะเป็นแนวเกมออนไลน์ด้วย ผู้นำในตลาดนี้น่าจะเป็นสำนักพิมพ์สถาพรบุ้คส์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าพักหลังแนวนี้ดาวน์ๆ ลงรึเปล่า

นอกเหนือจากนั้น ก็จะมีแนวผี ลึกลับ สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ กับหนังไทย ที่แนวผี ฮิตขึ้นมาในช่วงหนึ่ง แต่เริ่มผลิตซ้ำมากเกินไป ไม่รู้ว่าอีกหน่อยจะเริ่มดาวน์ลงไปอีกรึเปล่า คือถ้าให้ประเมินแล้วคิดว่า นิยายไทย แนวรักน่าจะกินตลาดประมาณ 70% ขึ้นไป ที่เหลือคือ แฟนตาซี ผี ลึกลับ รวมๆ กันไม่น่าจะเกิน 25%

ช่วงหลังๆ มีแนวหนึ่งที่มาแรง คือนิยาย Y  คือเป็นแนวชายรักชาย แต่จริงๆ แล้ว ผมมองว่า มันคือนิยายรักนั่นแหละ เพียงแต่เป็นมันวิธีการหนึ่งที่จะหลุดจากความซ้ำซากจำเจของนิยายรัก เลยทำให้มันแหกกรอบมากขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าสังเกตดู นักอ่านแนว Y จำนวน 90% จะเป็นผู้หญิง เนื้อหาก็เสพความฟิน จิกหมอน ไม่ต่างกัน ส่วนแนวนี้จะเป็นแค่กระแสระยะสั้น แบบแนวเกมออนไลน์ หรือว่าจะยั่งยืนต่อไปในระยะยาว ก็ต้องรอติดตามดูกันต่อไป

ส่วนแนวสุดท้ายที่จะขอพูดถึงคือ แนววรรณกรรม ซึ่งเป็นแนวที่มีคนอ่านกลุ่มเล็กมากๆ น่าจะไม่ถึง 5% ของตลาด ตลาดนี้เล็กมากจนทำให้คนที่เขียนแนวนี้ส่วนใหญ่ต้องเขียนเพื่อล่ารางวัล เพราะถ้าไม่มีรางวัลการันตี มันยากมากที่จะเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มแมสให้สนใจอ่าน และก็หมายถึงยอดขายที่น้อยเกินกว่าที่จะดำรงอยู่ได้ในทางธุรกิจ

เนื้อหาของนิยายแนววรรณกรรมส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นการสะท้อนสังคมอะไรบางอย่าง เพราะคนมักจะมองว่า นิยายที่มีคุณค่าคือนิยายที่สะท้อนสังคม ซึ่งโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเท่าไร เพราะรู้สึกว่า นิยายสะท้อนสังคมก็มีทั้งที่เขียนดีและเขียนได้ห่วยแตก ในขณะที่นิยายพาฝัน รักจิกหมอน ที่เขียนได้ดีมากๆ ก็มีด้วยเช่นกัน เลยไม่คิดว่านิยายจะต้องสะท้อนสังคมเท่านั้นถึงจะเป็นนิยายที่ดี

อย่างไรก็ตาม แนววรรณกรรม ก็เป็นแนวที่ผมอ่านมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลักๆ เลยคือ คนเขียนแนววรรณกรรมส่วนมากมักจะมีสำนวนการเขียนที่ผมชอบ ไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่า สำนวนการเขียนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการอ่านนิยายของผม ไม่ใช่เรื่องพล็อต เพราะว่าถ้าสำนวนไม่ดี อ่านแล้วน่ารำคาญ อ่านไม่รู้เรื่อง ทนอ่านได้ยาก สุดท้ายแล้วต่อให้เรื่องดีแค่ไหน ผมก็อาจต่อไม่จบอยู่ดี อันที่จริง นิยายฝรั่งส่วนใหญ่มีสำนวนที่ผมอ่านได้ง่ายกว่า แต่ปัญหาของนิยายฝรั่งจำนวนมากคือ ความยาวของนิยายมันยาวเกินไป ทำให้อ่านไม่ค่อยจบ ถ้าไม่สนุกจริงๆ สุดท้ายแล้ว วรรณกรรมไทย ก็เลยลงตัวมากที่สุด ทั้งในแง่สำนวนและความยาวที่ไม่มากเกินไป แต่ถ้าเป็นนิยายที่ไม่ใช่วรรณกรรม แล้วมีสำนวนที่ผมอ่านได้มากที่สุด ก็น่าจะเป็นของนักเขียนแทบทุกคนของสำนักพิมพ์ Groove นะครับ เช่น พงศกร ปองวุฒิ จินตวีร์ เป็นต้น

สุดท้ายของพูดถึงเรื่องรางวัลหน่อย เมื่อก่อนผมติดตามซีไรต์ตลอด แต่หลังๆ เริ่มรู้สึกว่าการให้รางวัลของซีไรต์ดูจะ disconnect กับคนอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ได้รางวัลบางคนก็เขียนอะไรที่อาร์ตมากๆ จนอ่านไม่รู้เรื่องเลย ตอนหลังผมเลยไม่ค่อยให้นำ้หนักกับซีไรต์มากเท่าไร โดยส่วนตัวพบว่า หนังสือที่ได้รางวัลนายอินทร์อวอร์ดกลับจะตรงกับจริตของผมมากกว่าซีไรต์เสียอีก

 

เรื่อยเปื่อย

“เย็นนี้ลุงไสวไม่ต้องมารับผมนะ” ดนุพลโทรบอกคนขับรถ

บ่ายนี้ ดนุพลรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย อาจเป็นเพราะช่วงนี้ที่บริษัทมีเรื่องยุ่งมาก เย็นนี้เขาจึงวางแผนจะไปเดินเล่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย เผื่อจะช่วยให้หายเครียด

หกโมงเย็น ดนุพลเก็บข้าวของเดินออกจากออฟฟิศที่ตั้งอยู่บนตึกสูงใจกลางถนนสีลม ธุรกิจของเป็นของตระกูลของเขาเอง เขาเพิ่งจบจากต่างประเทศเมื่อสามปีก่อน จากนั้นคุณย่ามอบหมายให้มาดูแลฝ่ายการตลาดจนถึงตอนนี้

ดนุพลก้าวขึ้นสถานีรถไฟฟ้า เขาใช้เวลาสักพักมองดูแผนที่เส้นทางเดินรถ แล้วก็ตัดสินใจไปลงที่สถานีจตุจักร เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยไปเดินเล่นที่ตลาดนัดสวนจตุจักรสองสามครั้ง เขาอยากรู้ว่ายี่สิบปีผ่านไป มันจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน

ตลาดนัดสวนจตุจักรยังคงเต็มไปด้วยผู้คนเสมอ เพียงแต่ใน พ.ศ.นี้ นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเดินกันขวักไขว่ ดนุพลลองเดินหาตลาดต้นไม้ เขาคิดว่าจะเดินดูต้นไม้สักหน่อย น่าจะช่วยคลายเครียดได้ดี แต่ก็พบว่า ตลาดต้นไม้ที่สวนจตุจักรไม่ได้เปิดทุกวัน เขาจึงเดินต่อไปยังตลาดปลาสวยงาม เพราะจำได้ว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่เคยมา

ตลาดปลาสวยงามไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เขาเดินเลาะไปตามตรอกแคบๆ ที่สองข้างทางมีร้านขายปลาสวยงามเรียงรายอยู่ เขายังจำบางร้านได้อย่างแม่นยำ จำได้ด้วยว่า เขาเคยซื้อปลาหางนกยูงกลับไปเลี้ยงที่บ้านหนึ่งคู่ นั่นคือประสบการณ์เลี้ยงสัตว์ครั้งแรกในชีวิตของเขา ความทรงจำเก่าๆ เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง เขารู้สึกเสียดายช่วงเวลาในวัยเด็ก วัยที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเหมือนตอนเป็นผู้ใหญ่ แปลกที่ตอนเด็กเขาอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ เพราะรู้สึกว่าผู้ใหญ่มีอิสระมาก อยากทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องขออนุญาตผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เขากลับอยากกลับไปเป็นเด็กมากกว่า

ดนุพลหยุดเดินตรงบริเวณร้านขายปลากัด โหลปลากัดเรียงแถวอยู่บนชั้นวางตรงผนังของร้าน พวกมันช่างมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลาย เขาสงสัยว่า พวกมันรู้สึกเหงารึเปล่าที่ต้องอยู่ตามลำพังในขวดโหลแคบๆ

“อยากได้ปลากัดตัวผู้หรือตัวเมีย” เสียงแก่ๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลังของดนุพล เขาหยุดคิดสักพัก เพราะรู้สึกเหมือนเป็นคำถามวัดความรู้ยังไงไม่ทราบ แล้วเขาก็ตอบมั่วๆ ออกไป

“ถ้าเลี้ยงแค่ตัวเดียว ตัวผู้หรือตัวเมียก็คงไม่ต่างกันมังครับ” เขาตอบ

“เลี้ยงแค่ตัวเดียว ก็ต้องเลี้ยงตัวผู้สิ เพราะตัวผู้มันสวยกว่า” เสียงแก่ๆ สวนกลับมา เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่านั่นเป็นคำตอบที่ผิด

ดนุพลไม่ตอบอะไรอีก

สักพักเจ้าของเสียงวัยกลางคนก็พูดต่อเอง

“จะเลี้ยงปลากัด ต้องอย่าเลี้ยงตามกระแส ปลากัดเป็นเรื่องของความชอบความรักส่วนตัว ต้องรู้จุดมุ่งหมายว่าเราเลี้ยงเพราะอะไร เลี้ยงไว้ดูเล่น หรือเลี้ยงเพื่อพัฒนาพันธ์ุ หรือเลี้ยงเพื่อประกวด ต้องรู้และเข้าใจธรรมชาติของมัน จะดูแลมันยังไง ตัวเรามีความเอาใจใส่มันมากแค่ไหน พวกมันมีกี่แบบ แล้วต้องผสมพันธ์กันยังไง ถึงจะมีโอกาสได้แบบที่เราต้องการ ถ้าได้แบบที่เราต้องการแล้ว ต้องทำยังไงต่อ ถึงจะได้สายพันธ์ที่นิ่ง อย่างคนที่ประกวด เค้าจะเลือกตัวที่พัฒนาพันธ์ได้แย่ที่สุดไปส่งประกวด เพราะว่าทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่า…”

สองทุ่มเศษ ดนุพลเดินออกมาจากร้านพร้อมกับถุงปลากัดในมือ เขาซื้อปลากัดตัวผู้ลายแฟนซีมาตัวหนึ่งด้วยเงินสามร้อยบาท เขาคิดว่าได้เวลาที่จะต้องรีบกลับบ้านแล้ว เขาจึงเดินสาวเท้าออกมาจากตรอกปลาสวยงาม ระหว่างทางเขาสังเกตเห็นบางร้านวางขายปลากัดใส่ถุงพลาสติกวางรวมๆ กันไว้ในตะกร้าพลาสติก มีป้ายเขียนบอกว่า ปลากัดตัวละยี่สิบบาท ปลากัดบางตัวในนั้นมีหน้าตาคล้ายกับปลากัดตัวที่เขาซื้อมามาก เขาได้แต่ภาวนาว่าไม่ใช่ มันอาจจะแค่คล้ายๆ กัน แต่เป็นคนละพันธ์กันก็ได้

ตอนรอรถไฟฟ้ากลับอยู่ที่ชานชลา หญิงแก่คนหนึ่งท่าทางวิตกกังวลเดินเข้ามาถามเขา

“หนุ่มๆ วงเวียนใหญ่ไปยังไง”

“วงเวียนใหญ่เหรอครับคุณป้า ก็ขึ้นสายนี้ไปต่ออีกสายหนึ่งที่สถานีสยามครับ” เขาตอบ

หญิงแก่ทำหน้างงๆ คล้ายกับว่าเธออาจไม่ค่อยเข้าใจคำตอบ เธอเล่าให้เขาฟังว่า ปกติเธอไม่ได้มาแถวนี้ แต่บังเอิญวันนี้เผลอหลับไปในรถไฟฟ้า พอตื่นขึ้นมาก็มาถึงสถานีนี้แล้ว เธอก็เลยต้องหาทางกลับบ้าน เธอเล่าว่า เธอมีอาการความจำไม่ค่อยดี แต่ไม่อยากรบกวนลูกหลานที่บ้าน ดูเธอเล่าด้วยอาการน้อยใจ เหมือนกับจะร้องไห้

บ้านของดนุพลอยู่สถานีทองหล่อ ซึ่งไปคนละทางกับวงเวียนใหญ่ เขาเกรงว่าป้าคนนี้อาจจะหลงทางกลับไปไม่ถึงสถานีวงเวียนใหญ่ก็ได้ เขาจึงอาสาพาคุณป้าไปส่งถึงสถานีวงเวียนใหญ่ แล้วจับรถไฟฟ้ากลับมายังสถานีทองหล่อ

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เขาคิดในใจว่า การตัดสินใจลองไปเดินเล่นก่อนกลับบ้านวันนี้ ช่วยทำให้เขารู้สึกคลายเครียดได้มากจริงๆ วันหลังเขาอาจเปลี่ยนมาเดินเล่นก่อนกลับบ้านแบบนี้อีกเป็นประจำน่าจะดี

อย่างไรก็แล้วแต่ วันพรุ่งนี้ยังมีงานที่ค้างอยู่ที่บริษัท รอให้เขาเป็นผู้สะสางอยู่อีกมาก

คำพิพากษา – ชาติ กอบจิตติ

เมื่อหลายปีก่อนเคยลองอ่านนิยายเล่มนี้ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าอ่านไปได้หน่อยก็วาง รู้สึกว่ามันก็ดราม่าเรื่องหนึ่ง ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ

เพิ่งกลับมาอ่านใหม่อีกที ความรู้สึกกลับแตกต่างจากเดิมมาก อาจเป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมา เราเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสังคมรอบข้างเรา ทำให้เข้าใจว่า นิยายเรื่องนี้พูดเรื่องอะไร

จริงๆ ผมว่าหนังสือเล่มนี้คือหนังสือที่พูดเรื่องปรัชญาของ Michel Foucault เลยนะ มันพูดถึงความเจ็บป่วยของสังคมแบบโมเดิร์น (ใช่ครับ สังคมไทยเป็นสังคมโมเดิร์น เป็นมาตั้งแต่สมัย ร.5 แล้วด้วย แต่ว่ามันหยุดอยู่แค่นั้นจนถึงเดี๋ยวนี้) สังคมที่ผู้มีอำนาจในสังคมกำหนดความถูกต้องดีงามบางอย่างขึ้นมา เพื่อให้คนที่เหลือที่ด้อยกว่ามีหน้าที่ต้องทำตาม ส่วนใครที่ทำตามไม่ได้ ก็จะถูกผลักให้กลายเป็นพวกชายขอบ เป็นพวกเดนสังคม

ฟักก็เป็นคนหนึ่งที่โดนผลัก คนที่อยู่ร่วมกับฟักได้ก็คือคนที่ถูกผลักเหมือนกันเท่านั้น ซึ่งก็คือ คนบ้า สัปเหร่อ และหมาจรจัด แค่นั้น คนอื่นๆ ในสังคม พยายามเอาตัวออกห่างจากคนเหล่านี้ เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นเดนสังคมเหมือนกัน แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรม แต่คนเหล่านี้ก็เลือกที่จะหรี่ตาข้างหนึ่ง เพื่อต้องการให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ

ทั้งที่คนเหล่านี้ต่างก็มีหน้าที่ทำเรื่องที่สังคมรังเกียจไม่มีใครอยากทำ ทำความสะอาด เผาศพคนตาย คนที่ดูแลคนบ้า คนที่ถูกกระทำจนทำให้กลายเป็นคนป่วยทางจิต ฯลฯ ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็นผู้เสียสละในสังคม/ผู้โดนกระทำ สมควรที่จะถูกยกย่องมากกว่า กลับถูกเรียกว่าอาชีพชั้นต่ำ เพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เราแท้ๆ และเราก็เรียกพฤติกรรมของเราว่า เป็นความดีงาม เป็นศีลธรรมที่น่าสมเพชจริงๆ

นับวันยิ่งอยู่ในสังคมนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองเหมือนฟักเข้าไปทุกที