01: อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม

เรื่องย่อ
Uther บิดาของอาเธอร์เป็นกษัตริย์ที่ยังโหดเหี้ยมและปกครองอังกฤษอยู่ ที่หลงรักภริยาของเมืองศัตรู เพื่อที่จะได้นางมาครอง จึงขอให้พ่อมดเมอร์ลินช่วยเหลือด้วยมนต์ดำ โดยมีข้อแม้ว่า เมื่อมีลูกด้วยกัน ต้องส่งลูกมาให้เมอร์ลิน
เมื่อ Uther สมปรารถนาและได้มีลูกกับหญิงที่รัก ก็ถึงคราวที่จะต้องส่งลูกน้อยอาเธอร์ อย่างเสียไม่ได้ เมอร์ลินได้ฝาก Sir Ecter อย่างลับๆ ให้เลี้ยงเด็กไว้เป็นลูกบุญธรรม
วันหนึ่งอาร์คบิช้อปแห่งแคนเทอร์เบอรีประกาศว่า ใครชักดาบออกมาจากหินได้ จะได้เป็นกษัตริย์ของอังกฤษทั้งมวล ไม่มีอัศวินคนไหนชักดาบได้ แต่หนุ่มน้อยอาเธอร์ ชักดาบขึ้นได้อย่างสบายๆ โดยบังเอิญ ทำให้ทุกคนรู้ว่าเขาคือบุตรของกษัตริย์ Uther ที่หายตัวไป จึงได้เป็นกษัตริย์ต่อไป
อาเธอร์ มีเมอร์ลินเป็นที่ปรึกษา และอัศวินโต๊ะกลมเป็นกองอารักขา โดยมี Sir Lancelot เป็นอัศวินที่กล้าหาญที่สุดในบรรดาอัศวินโต๊ะกลมทั้งหมด และมีเก้าอี้ที่ยังว่างอีกหนึ่งตัว ชื่อว่า Seige Perilous ไว้สำหรับ อัศวินที่เหนือกว่าอัศวินทั้งมวล
ในวีรกรรมครั้งหนึ่ง ระหว่างทางกลับเมือง Camelot อาเธอร์ผ่านสระน้ำใหญ่ มีมือโผล่ขึ้นมาจากน้ำถือดาบ และมอบดาบให้แก่อาเธอร์ ชื่อ ดาบเอ๊กซ์คาริเบอร์ และให้อาเธอร์สัญญาว่าจะเป็นกษัตริย์ที่ดี
วันหนึ่ง ก็มีอักษรปรากฎบน Seige Perilous บอกว่า วันนี้เก้าอี้จะมีผู้ครอบครอง ซึ่งตรงกับวันที่ Sir Lancelot แต่งตั้งบุตรของตนนามว่า Galahad เป็นอัศวินพอดี เพราะเห็นว่าโตพอแล้ว เมื่อให้ Galahad ชักดาบขึ้นจากหิน ก็พบว่าเขาทำได้ Galahad จึงได้นั่งบน Seige Perilous ถือเป็นอัศวินโต๊ะคนสุดท้ายที่กล้าหาญที่สุด
เมื่อตำนานเล่าว่าบนโต๊ะอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู มีจอกเหล้าจอกหนึ่งชื่อ the Holy Grail ซึ่งถูกใช้รองเลือดของพระเยซูบนกางเขน โดยโจเซฟ ซึ่งเขาได้นำจอกไปยังเกาะอังกฤษ แล้วหายสาบสูญไป เป็นหน้าที่ของอัศวินโต๊ะกลมที่จะค้นหาจอกนี้ให้พบ 
อัศวินโต๊ะกลมทั้งหมดพยายามค้นหาแต่ก็ล้มเหลว เหลือแต่ทีมของ Galahad, Percival และ Bors ที่ยังพยายามต่อไป จน Galahad ยอมสละชีวิตให้ได้จอกกลับมา Bors ได้นำจอกกลับมาให้อาเธอร์
วันหนึ่ง Lancelot ถูกคนอิจฉาใส่ร้ายว่าเป็นชู้กับภรรยาอาเธอร์ อาเธอร์จะจับภรรยาเผาทั้งเป็น ทำให้ Lancelot ต้องเข้าช่วย แล้วหนีไปฝรั่งเศส กลายเป็นสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส
เมื่ออาเธอร์ไม่อยู่อังกฤษ บุตรของเขาคือ Mordred ได้ลวงว่าอาเธอร์ตายแล้ว และตั้งตนเป็นกษัตริย์แทน กลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่าย Mordred ซึ่งมีเพื่อนๆ ของ Lancelot เข้าร่วมด้วย กับฝ่ายที่ยังภักดีกับอาเธอร์อยู่
อาเธอร์กลับมาทำศึกกับ Mordred ในการดวลกัน งูตัวหนึ่งได้ทำให้เกิดการเข้าใจผิด และกลายเป็นการตะลุมบอนกันระหว่างเหล่าอัศวินจากตายเกือบหมด ในตอนท้าย อาเธอร์ได้ดวลกับ Mordred ทำให้ Mordred ตาย แต่อาเธอร์ก็บาดเจ็บที่ศีรษะสาหัส
ก่อนจะสิ้นใจตาย อาเธอร์ได้สั่งให้อัศวินนำดาบเอ๊กซ์คาริเบอร์ไปทิ้งน้ำ เมื่ออาเธอร์ถามว่าทำหรือยัง อัศวินซึ่งเสียดายดาบตอบว่าทำแล้ว ดาบจมน้ำแล้ว อาเธอร์สั่งให้ไปทิ้งใหม่ อัศวินเลยต้องเอาไปทิ้งจริงๆ หนนี้ เมื่ออาเธอร์ถาม อัศวินตอบว่าเห็นมือโผล่ขึ้นมารับดาบจากน้ำ อาเธอร์ก็รู้แล้วว่านำไปทิ้งจริงๆ จึงสิ้นใจตาย เชื่อกันว่า อาเธอร์จะคืนชีพอีกครั้งเมื่อชาติอังกฤษต้องการ
 
วิเคราะห์ (การตีความของบล็อกเกอร์เอง)
เป็นตำนานที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนคนอังกฤษให้จงรักภักดีต่อกษัตริย์ เพราะแสดงถึงความกล้าหาญของอาเธอร์ และความภักดีของเหล่าอัศวินโต๊ะกลม และการแตกสามัคคีจะทำให้ชาติฉิบหาย 
การที่อาเธอร์ชักดาบได้ ทั้งที่อัศวินที่เก่งๆ ยังทำไม่ได้ เป็นการสอนเป็นนัยๆ ว่า ความเป็นกษัตริย์นั้นต้องขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดด้วย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถอย่างเดียว
การที่อัศวินโต๊ะกลมทั้งหมดต้องหาจอกศักดิ์สิทธิ์ให้พบ แม้ว่าจะต้องตายก็ตาม ยังเป็นการสอนว่า แม้กษัตริย์จะยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังต้องอยู่ใต้ศาสนจักรอีกที  

Kite Runner

ฉากรุนแรงฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Kite Runner เป็นการลงโทษหญิงมีชู้ในอัฟกานิสถานด้วยการให้ชาวบ้านช่วยกันปาหินใส่จนตาย อันเป็นวัฒนธรรมในแบบของเขา
คนที่ไปช่วยปาหิน ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย แต่รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำความดี เพราะได้มีส่วนช่วยกัน ทำให้สังคมดีขึ้น
ทุกประเทศล้วนมีนิยามเรื่องความดี-ความชั่วประจำชาติที่แตกต่างกันไป จะเห็นได้ว่า ความดีชั่วนั้น ไม่ใช่เรื่องสากลอย่างที่เข้าใจหรือชอบอ้างกัน แต่ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังในแต่ละสังคม บางประเทศอาจจะมองว่า การลงโทษหญิงมีชู้ให้ถึงตาย ถือเป็นเรื่องสมควรทำและจำเป็นเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดี แต่ในบางประเทศเห็นว่า เป็นเรื่องป่าเถื่อน ที่ไม่อาจรับได้ ทั้งที่เป็นการกระทำอย่างเดียวกัน
พลเมืองของแต่ละประเทศก็อาจมีนิยามความดีความชั่วที่แตกต่างกับค่านิยมของประเทศก็ได้ ไม่จำเป็นว่าคนอัฟกานิสถานทุกคนจะเห็นด้วยกับการลงโทษนี้ ในขณะที่คนประเทศอื่นบางคนก็อาจเห็นด้วยและอยากให้ประเทศของตัวเองทำแบบอัฟกานิสถานก็ได้
คนที่มีนิยามเรื่องความดีชั่วแตกต่างจากนิยามประจำชาติของตัวเอง ก็มักต้องเกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะถ้าไม่เห็นด้วยกับอะไร ก็ไม่สามารถแสดงออกได้ พูดอะไรไม่ได้ เพราะถูกคนที่หัวอนุรักษ์นิยมรุนแรงในประเทศนั้นด่าทออย่างรุนแรงได้ ว่าแปลกแยกต่อชาติ เป็นพวกชั่ว อบรมให้เป็นคนดีได้ยาก ฝักใฝ่ต่างชาติ และเผลอๆ อาจถูกลงโทษด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศจะทำให้พลเมืองทุกคนคิดแบบเดียวกันหมด ยังไงก็ต้องมีบางส่วนที่ยังคิดต่างออกไป ต่อให้บีบบังคับรุนแรงยังไงก็บังคับได้แค่ภายนอกเท่านั้น เพราะความคิดที่อยู่ในหัวเป็นโลกส่วนตัวของทุกคนโดยแท้ 
ถ้าไม่อยากมีปัญหา บางคนก็ต้องยอมปรับทัศนคติ ยอมเปลี่ยนมโนธรรมของตัวเอง จากความชั่วให้คิดว่าซะว่าเป็นความดี ความดีให้คิดซะว่าเป็นชั่ว เพราะหลีกเลี่ยงการถูกไล่ล่า เกลียดชัง หรือไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศน้อยลงเรื่อยๆ แต่บางที คนเราก็ยังเกิดมาพร้อมความสามารถที่จะคิดได้เอง เป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะต้องพยายามกลั่นใจแล้วพยายามกลืนอะไรบางอย่างให้ลงๆ คอไป 

Art is the Future

ผมมีความเชื่อว่า อีกหน่อย ศิลปะ จะเป็นหนึ่งในวงการ ที่คนทั่วไปอยากอยู่มากที่สุด
เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศจะแย่งงานมนุษย์ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้ว เหลือแต่งานที่คอมพิวเตอร์ยังไม่อาจแข่งขันกับสมองมนุษย์ได้ นั่นคือ งานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
และถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ยัง Re-skill ตัวเองให้เข้าสู่งานด้านศิลปะไม่ได้ ปัญหาการว่างงานจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอนาคต อาชีพที่มีรายได้ดีน่าจะเป็น นักเขียนบทภาพยนตร์ นักแต่งเพลง นักเขียนนิยาย นักวาดการ์ตูน ครีเอทีฟ ฯลฯ อาชีพเหล่านี้จะเป็นที่ใฝ่ฝันของนักเรียนไม่แพ้ หมอ วิศวะ ผู้พิพากษา หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ใครมีลูกน่าจะส่งเสริมทักษะเหล่านี้ให้พวกเขาไว้ล่วงหน้าเลย
เวลานี้ อาชีพเหล่านี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่ความต้องการในตลาดมีสูงมากแล้ว เป็นเพราะ คนที่ทำอาชีพเหล่านี้ ยังไม่สามารถ Capture Value ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ Property Rights ยังแย่อยู่ ทำออกมาแล้วโดนเสพฟรีบ้าง โดนนายทุนเอาเปรียบบ้าง อินเตอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างฟรีบ้าง ไรบ้าง แต่ถ้าถามว่า สังคมมีความต้องการผลงานของคนเหล่านี้มากแค่ไหน ก็ต้องตอบว่าสูงมากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำได้ดีมากๆ แต่ทำแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ค่อยได้
แต่เชื่อว่าในอนาคต สถานการณ์ต้องเปลี่ยนไป เพราะถ้าไม่ reward คนเหล่านี้ ผลผลิตที่ได้ก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการเสพของคน ในที่สุดก็ต้องมีการปฏิรูป เพื่อให้คนที่ทำงานด้านนี้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่จะช้าหรือเร็วแค่ไหนนั้น ผมไม่ทราบจริงๆ รุ่นเราจะทันหรือเปล่าไม่รู้ แต่รุ่นลูกของเราน่าจะทันแน่ๆ คล้ายกับสมัยก่อนที่อาชีพนักแสดงถูกมองว่า แค่เต้นกินรำกิน ได้เงินน้อย โดนเบี้ยวค่าตัว พระเอกอันดับหนึ่งของประเทศยังไม่จะกิน แต่สมัยนี้ กลายเป็นอาชีพที่ทำเงินมากมายมหาศาล ไปก่อนแล้ว อาชีพความคิดสร้างสรรค์อื่นๆ ก็น่าจะตามไปเหมือนกัน แต่ช้ากว่าหน่อย
เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อคนเรามีรายได้สูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ความต้องการเรื่องศิลปะจะเริ่มโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ อย่างเวลานี้ ประเทศที่รำ่รวยมากๆ แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า วงการศิลปะพัฒนาไปมาก มีคนทำเป็นอาชีพได้เยอะแยะมากมาย แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะยังมีน้อยอยู่ ต่อจากนี้ไป เมื่อระดับรายได้ของทุกๆ ประเทศเข้ามาใกล้กัน ประเทศกำลังพัฒนาก็จะเริ่มสนใจศิลปะ ผู้คนจะเริ่มมีรสนิยมมากขึ้น กล้าจ่ายเงินซื้อไอเดียมากขึ้น ฯลฯ ไปตามลำดับขั้นความต้องการของ Maslow
เวลานี้ประเทศเกิดใหม่ยังอยู่ในช่วง Middle-income สิ่งที่คนชั้นกลางหมกมุ่นก็คือ ทำอย่างไรถึงจะรวยๆๆๆๆ พวกเขายังไม่สนใจศิลปะ วัฒนธรรม สุนทรียภาพเท่าไร แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อโลกพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีไปไกลกว่านี้ คนเราจะแทบไม่ต้องทำงานหนักอะไรแล้ว เพราะเทคโนโลยีจะทำให้เราหมด เวลาว่างจะเริ่มมากขึ้น คนจะเริ่มหันมาเสพสุนทรียภาพเพื่อฆ่าเวลามากขึ้น ซึ่งเมื่อนั้นรายได้ก็สูงพอที่จะจ่ายได้พอดี ศิลปะแขนงต่างๆ อาจกลายเป็นจุดสนใจของสังคมแทนเรื่องทำมาหากินต่างๆ ทัศนคติของคนทั่วไปเกี่ยวกับคนที่ทำอาชีพศิลปะจะแตกต่างจากเวลานี้มากทีเดียว 

Imps, Fairies, Pixies, Elves

ตำนานยุโรปทั้งสแกนดิเนเวียน เยอรมัน และอังกฤษ ต่างก็มีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ร่วมกัน พวกมันอาจมีชื่อเรียกและรูปร่างต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือตัวเล็ก (ประมาณ 12 ซม.)

Imps จาก Final Fantasy
Imp จาก Final Fantasy

Imp คือ ปีศาจตัวเล็ก มีลักษณะซุกซน และชั่วร้ายเสมอ พวกมันเป็นอมตะ และในหลายวัฒนธรรมเป็นสมุนของพ่อมดแม่มด บางทีก็ถูกเรียกรวมๆ กับคำว่า Goblin ซึ่งเป็นปีศาจตัวเล็กเหมือนกัน

Fairy ในเรื่อง Berserk
Fairy ในเรื่อง Berserk

Fairy คือ มนุษย์ขนาดเล็ก บินได้ อาจจะดีหรือชั่วร้ายก็ได้ มีเวทย์มนต์ จึงไม่ได้แปลว่านางฟ้าเสมอไป บางทีคำนี้อาจใช้เรียกรวมๆ กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จำพวกอื่นเข้าไปด้วยก็ได้ นอกจากนี้ Fairy ยังไม่จำเป็นต้องเป็นเพศเมียเสมอไป แต่มีทั้งเพศผู้และเพศเมีย

Pixies
Pixies

Pixie คล้ายกับ Imp คือซุกซนเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ Imp ต้องร้ายเสมอ แต่ Pixie จะดีหรือร้ายก็ได้

Elves ใน LOTR
Elves ใน LOTR

Elf เป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนมนุษย์อีกพวกหนึ่ง มักรูปงาม มีหูยาว และเป็นอมตะ แต่สิ่งที่ต่างจาก Imp/Fairy/Pixie อย่างมากก็คือ พวกมันมีขนาดที่ใหญ่โตกว่ามาก คือใกล้เคียงกับมนุษย์เลย

 

 

Trolls

Trolls เป็นสัตว์ประหลาดในตำนานของพวกสแกนดิเนเวียน พวกมันมีรูปร่างใหญ่โต อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง ออกหากินเวลากลางคืน เมื่อถูกแสงแดดจะกลายเป็นหิน พวกมันกินมนุษย์เป็นอาหาร ชาวสแกนดิเนเวียนจึงรีบกลับบ้านก่อนมืดและปิดม่านตอนกลางคืน เพราะกลัวจะถูกพวกมันจับกิน คุณสามารถเห็นตัวอย่างของพวกมันได้ในภาพยนตร์เรื่อง Hobbits

อุปนิสัยของ Trolls คือ โง่ และมักสร้างเรื่องวุ่นวายโดยไม่ตั้งใจตลอดเวลา อุปนิสัยนี้จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับคนกลุ่มหนึ่งในโลกไซเบอร์ที่ชอบโพสต์ด่าคนอื่นแบบไม่มีเหตุผลเพื่อความสะใจเท่านั้น หรือที่บ้านเราเรียกว่า พวกเกรียน นั่นเอง

Kim Jong il

คิม จอง อิว เกิดในรัสเซีย แต่ในเกาหลีเหนือระบุว่า เป็นคนเกาหลีเหนือแท้ๆ คือ เกิดในเกาหลีเหนือเลย และยังระบุด้วยว่า ในวันที่เกิดมีสายรุ้งสองเส้นปรากฎขึ้นบนท้องฟ้า ชาวเกาหลีเหนือยังเชื่อกันด้วยว่า คิม จอง อิว เป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด มีอำนาจจิตที่สามารถควบคุมภสภาพอากาศให้เป็นไปตามต้องการได้
ทางการเกาหลีเหนือระบุว่าคิมได้รับการศึกษาชั้นต้นในเกาหลีเหนือเลย แต่เชื่อกันว่าเขาน่าจะเรียนที่จีนมากกว่า เพราะเหตุผลเรื่องความปลอดภัยในช่วงสงครามสมัยนั้น เมื่อเรียนจบเขาก็เป็นนักการเมืองเลย และได้รับมอบหมายจากบิดาให้ดูแลงานด้านการโฆษณาชวนเชื่อและการปลุกระดมของพรรค 
คิมชอบการถ่ายทำภาพยนตร์มาก เขาเคยลักพาตัวผู้กำกับชาวเกาหลีใต้เพื่อมากำกับภาพยนตร์เรื่อง ก็อดซิล่า ให้เขา นอกจากนี้เขายังชอบภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง และหนังทุกเรื่องที่มีอลิซาเบธ เทเลอร์ ข้อมูลของทางการเกาหลีเหนือระบุว่าคิมเป็นผู้มีอัจฉริยภาพทางดนตรี เคยประพันธ์โอเปร่าไว้ถึงหกเรื่องด้วย และตัวเขาเองก็เคลมว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอินเตอร์เน็ต
คิมมีภรรยาอย่างน้อยสี่คน ไม่กินอาหารของต่างชาติยกเว้นไวน์จากฝรั่งเศสเท่านั้นที่เขาชื่นชอบมาก เขายังชื่นชอบบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ มีปราสาททั้งหมด 11 หลัง และมีคอลเล็กชั่นของหนังโป๊ไว้ครอบครองเป็นจำนวนมาก เขาเป็นโรคกลัวเครื่องบิน จึงเดินทางไปยังรัสเซียและจีนด้วยรถไฟส่วนตัวติดอาวุธเท่านั้น
(ข้อมูลจาก Wikipedia.org)

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

potterนวนิยายเรื่องแฮรี่พอตเตอร์ ทุกภาครวมกัน ทำรายได้ทั้งในรูปแบบของหนังสือ ภาพยนตร์ ดีวีดี รวมกันมากกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั่วโลกหรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็มากกว่าเจ็ดแสนล้านบาท
ถ้าลองนึกดูให้ดี สินค้าเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากตัวหนังสือบนกระดาษที่ เจ เค โรวลิ่ง ใช้จินตนาการแล้วเขียนมันขึ้นมาเป็นเรื่องราวเท่านั้น
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันไม่ได้ใช้ทรัพยากรอะไรของประเทศอังกฤษเลย ไม่ต้องใช้วัตถุดิบทางกายภาพอะไรด้วย แต่มันสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมากมายมหาศาล ไม่รู้ว่าถ้าเราจะต้องส่งออกสินค้าอย่างอื่น เช่น เหล็ก น้ำมัน ข้าว เพื่อเอาไปแลกกับเงินตราต่างประเทศจำนวนเท่ากัน เราจะต้องขุดทรัพยากรออกมาขายมากมายขนาดไหน
ยิ่งถ้าหากนับเป็นในแง่ของ “มูลค่่าเพิ่ม” ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะต้นทุนกายภาพของนวนิยายมีแต่น้ำหมึกกับกระดาษแค่นั้น ส่วนที่เหลือเป็นกำไรล้วนๆ
คิดขึ้นมาแล้วขนลุกนะครับ ว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นี่มันมีศักยภาพมากขนาดไหน คือแทบไม่ต้องขุดทรัพยากรของประเทศขึ้นมาขายเลย แต่กลับทำมาร์จิ้นได้สูงกว่าการขายสินค้าที่เป็นเชิงกายภาพเป็นอย่างมาก
ประเทศอังกฤษมีคนแบบ เจ เค โรวลิ่ง ส่วนสหรัฐอเมริกาก็มีคนแบบสตีฟ จ็อบส์ คนที่กล้าทำตามความฝันของตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง และสิ่งที่เขาสร้างขึ้นตามความเชื่อของเขา ก็กลายมาเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ และมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนทั้งโลก ผู้คนยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าของแอ็ปเปิ้ลแบบไม่เกี่ยงราคา เพราะสินค้าของแอ๊ปเปิ้ลไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แต่มันมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผู้บริโภคตีค่าของมันมากกว่าแค่มูลค่าของตัวฮาร์ดแวร์
บริษัทแอ๊ปเปิ้ลบริษัทเดียวมีมูลค่าตลาดสูงถึง 11 ล้านล้านบาท หรือมีค่ามากพอๆ กับมูลค่าตลาดของทุกบริษัทในตลาดหุ้นไทยรวมกัน
การแข่งขันในเวทีโลกสมัยใหม่ไม่ใช่แค่การแข่งกันสร้างยอดขายให้ได้มากๆ เท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้ขายสินค้าให้ได้มูลค่่าเพิ่มมากๆ ด้วย และเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นี่แหละที่เป็นช่องทางสำคัญที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก
ถ้าดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นเรื่องของโชคนะครับ ที่ประเทศหนึ่งอาจจะบังเอิญมีคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ คนหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วคนๆ เดียวก็สามารถก่อให้เกิดธุรกิจที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนอีกจำนวนล้านๆ ในประเทศได้ แต่ที่จริงแล้ว การที่ประเทศหนึ่งจะผลิตคนแบบ เจ เค โลวริ่ง หรือสตีฟ จ๊อปส์ ขึ้นมาได้หนึ่งคน มันมีอะไรลึกๆ มากกว่าคำว่าความบังเอิญมาก
เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งที่เราอาจจสังเกตกันได้ก็คือ ทำไมเว็บไซต์ชื่อก้องโลกทั้งหลาย อย่างเช่น กูเกิล เฟสบุ้ค ทวิตเตอร์ ถึงต้องมีถิ่นกำเนิดในสหรัฐทั้งสิ้น ไอเดียทางธุรกิจเหล่านี้จริงๆ แล้วประเทศไหนก็น่าจะคิดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสหรัฐ แต่ทำไมสุดท้ายแล้ว เว็บไซต์ยอดฮิตทั้งหลายถึงโดนผูกขาดโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน
ผมว่าการสร้างข้อได้เปรียบในเชิงแข่งขันของเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นั้นมีอะไรที่ลึกลับซับซ้อน มองไม่เห็นได้ง่ายๆ ด้วยตาเปล่า และต้องใช้เวลาสั่งสมนานนับสิบๆ ปี ไม่ใช่แค่เอาเงินงบประมาณของรัฐมาอุดหนุนแบบสาดเงินลงไปเยอะๆ แล้วภายในปีสองปีก็โงหัวขึ้นมาได้ มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้นมาก
ในหลายๆ แง่มุมนั่น มันคือเรื่องของการสร้างวัฒนธรรม เช่น การสอนเยาวชนของชาติให้กล้าคิด กล้าทำ มีความรู้สึกในแง่บวกกับสิ่งใหม่ ไม่กลัวความล้มเหลว การสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีสุนทรีย์ศาสตร์ การยอมรับความแตกต่าง การมีช่องทางให้คนที่อยากยึดอาชีพเป็นศิลปินสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และอาจจะรวมไปถึงการยอมให้เด็กๆ แหกกฎเกณฑ์ต่างๆ ด้วย
ถ้าเราไม่มีความสำเหนียกมากพอที่จะมองเห็นความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งของสิ่งเหล่านี้ ก็ยากที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แข่งขันกับเวทีโลกได้ครับ

ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ

ในยุคปี 1950 ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ ต้องมีชาติกำเนิดดี คือต้องมาจากตระกูลใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม เป็นโปรเตสเตนท์ที่เคร่งครัด และได้รับการศึกษาจากโรงเรียน prep school ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น

ในยุคนั้น มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างเช่น ฮาร์วาร์ด มีอัตรารับผู้สมัครที่บิดามารดาเป็นศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดด้วยในอัตราที่สูงถึง 90% ในขณะที่คะแนน SAT กลับไม่ได้สูงมากเหมือนสมัยนี้ และมีจำนวนของนักเรียนเชื้อสายยิวและผู้หญิงน้อยมาก ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยพรินตั้นนั้น นักเรียนที่จะได้รับเลือกให้เข้าทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยล้วนมาจาก prep school ที่มีชื่อเสียงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

สภาวะแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ชนชั้นสูงจำกัดวงอยู่ไม่กี่ตระกูล แบบไม่มีทางที่ชนชั้นกลาง หรือชนชั้นล่างจะมีโอกาสขยับชนชั้นขึ้นมาปะปนกับลูกหลานของชนชั้นสูงได้เลยนั้น เริ่มอ่อนแรงลงเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่ยุคปี 1960 ซึ่ง Nicholas Lemann นักสังคมวิทยาอธิบายว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกันเอง

มหาวิทยาลัยชื่อดังเริ่มหันมาแข่งขันกันรับผู้สมัครที่มีผลการเรียนดีมากๆ เข้ามาแทน นักเรียนที่ฮาร์วาร์ดเคยรับในปี 1952 นั้นจะมีคะแนนเฉลี่ยเทียบเท่ากับ 10% สุดท้ายของนักเรียนที่ได้เข้าฮาร์วาร์ดในปี 1960 เท่านั้น ในขณะที่ สถิตินักฟุตบอลทีมมหาวิทยาลัยพรินตั้นที่มาจาก prep-school ก็เหลือแค่ไม่ถึง 1 ใน 6 ของทีม เมื่อผลการเรียนกลายเป็นปัจจัยที่มีผลมากขึ้น จำนวนนักเรียนผู้หญิงก็เพิ่มขึ้นถึง 46% ในช่วงแค่ 10 ปี และจำนวนนักเรียนที่มีเชื้อสายยิวก็เพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน

ในช่วงนี้เองที่ชนชั้นทางสังคมของสหรัฐฯ เริ่มหันมาหมกมุ่นกับแข่งขันกันที่สมองมากขึ้น เด็กที่เคยเป็นลูกหลานของตระกูลดังๆ แต่งตัวดีๆ มีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมเต็มขั้นนั้น หากไม่ฉลาดพอ ก็จะไม่ได้รับความสนใจมากเหมือนสมัยก่อน และนอกเหนือจากความฉลาดแล้ว ระดับรายได้ยังกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่กำหนดการเป็นชนชั้นสูงในสังคมสหรัฐฯ อีกด้วย

สภาพทางการเมืองในช่วงปี 1960 ก็มีผลต่อค่านิยมเรื่องชนชั้นในสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ชนชั้นสูงในยุค 60 นอกจากจะต้องฉลาดด้วยแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีความคิดแบบหัวก้าวหน้ามากขึ้นด้วยถึงจะดูดี พวกเขาต้องเป็นพวกที่แสดงความคิดเห็นที่ท้าทายค่านิยมเรื่องความสำเร็จแบบเก่า เริ่มรังเกียจวัตถุนิยม และมีความเข้าใจการเมืองและรอบรู้เรื่องของชนชั้นอื่นๆ มากกว่าเดิม

ในทศวรรษต่อๆ มา ปรากฎกาณ์การนี้ได้ถูกส่งเสริมให้ชัดเจนมากขึ้นอีก ในช่วงปี 1976 นั้น Richard Freeman นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังได้ให้ทัศนะไว้ในหนังสือชื่อ The Overeducated Americans ว่า ระดับการศึกษาที่สูงมากของคนอเมริกันไม่ได้นำไปสู่วิถีชีวิตที่ดีขึ้นเท่าที่ควร แต่ปรากฎว่า ในช่วงทศวรรษต่อมา การ “บูม” ขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ระดับรายได้ของผู้มีระดับการศึกษาสูงเติบโตแซงหน้าคนกลุ่มอื่นไปแบบก้าวกระโดด และแนวโน้มเช่นนี้ก็ยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

David Brooks ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในปี 2010 ว่า ชนชั้นสูงในสหรัฐฯ ยุคปัจจุบันเป็นพวก Educated Class กล่าวคือ คุณต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น และต้องมีรายได้หกหลักด้วย โดยคนกลุ่มนี้จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มย่อย กลุ่มแรกเรียกว่า ผู้ล่า (Predator) โดยมากจะประกอบอาชีพด้านการเงิน ที่ปรึกษา นักการตลาด หรือนักกฎหมาย พวกนี้ทำงานหนักมาก รายได้สูง แต่ว่าแทบไม่มีเวลา มุุ่งความสำเร็จในชีวิตการงานเป็นหลัก

อีกกลุ่มเรียกว่า ผู้เลี้ยงดู (Nurturers) พวกนี้มีรายได้สูงมากเหมือนกัน แต่ลักษณะงานที่ทำจะต้องเป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น ทำรายการทีวี นักเขียนนิยาย เขียนบทภาพยนตร์ นักวิชาการ ผู้อำนวยการสถาบันหรือมูลนิธิ ศิลปิน หรืออะไรก็ได้ดู “แนวๆ” และต้องปฏิเสธวัตถุนิยมด้วย กลุ่มหลังนี้จะเป็นพวกที่กบฎสังคมมากกว่ากลุ่มแรก แต่มีรายได้สูงไม่แพ้กัน และเป็นรายได้ที่เกิดจากความสามารถที่มีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ

ในคอลัมน์งานสังคมของนิตยสารซุบซิบสังคมชั้นสูงมักจะเต็มไปด้วยงานแต่่งงานระหว่างผู้ล่าด้วยกันเอง หรือมิฉะนั้นคนหนึ่งก็ต้องเป็นผู้ล่า ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็น nurturers เสมอ

ในเวลาเดียวกัน ชนชั้นสูงยุคใหม่นี้ก็มีทัศนคติที่ดูข้ดแย้งในตัวเองสูง เพราะคนเหล่านี้มีรายได้มาก จึงใช้เงินค่อนข้างเยอะ แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องมีทัศนคติที่ค่อนข้างต่อต้านวัตถุนิยมด้วย ถึงจะยิ่งดูดี ไอดอลของคนสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันก็มักจะมีลักษณะแบบนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ ซึ่งไม่ใช่คนที่ใส่สูทผูกไทด์ คิดนอกกรอบ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นคนที่มีรายได้มาก

David Brooks ตั้งชื่อชนชั้นสูงแบบใหม่ว่าไว้ในหนังสือของเขาว่า Bobo ซึ่งหมายถึง พวกที่มีความเป็น Bourgeois (ชั้นชนสูง) แบบคนชั้นสูงยุคก่อน และ Bohemians (คนเร่ร่อน) หรือพวกที่มีความคิดแบบ “แนวๆ” อยู่ในตัวคนเดียวกัน

พิธีกรรมประจำวัน

คนสมัยก่อนหรือคนรุ่นเก่ามักจะมีกิจกรรมอะไรบางอย่างที่จะต้องทำทุกวันนอกเหนือไปจากการทำกิจวัตรส่วนตัวธรรมดา ตัวอย่างที่เห็นได้เยอะที่สุดคือ การนั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อย่างใจเย็นเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกเช้า บางคนอาจทำติดต่อกันทุกวันติดต่อกันนานนับเป็นสิบๆ ปี ถึงขั้นเรียกได้เลยว่าเป็น พิธีกรรมประจำวัน บางคนเริ่มต้นและจบพิธีกรรมประจำวันที่เวลาเดิมทุกวันด้วย คลาดเคลื่อนไปอย่างมากก็ไม่เกิน 5 นาที และบนโตีะเก้าอี้ตัวเดิม

แต่ด้วยชีวิตสมัยใหม่ที่เร่งรีบและวุ่นวายมากขึ้น คนรุ่นใหม่อาจมีโอกาสสร้างพิธีกรรมประจำวันทำนองนี้ได้น้อยลง เพราะการเดินทางที่ลำบากไม่เอื้ออำนวย บางทีก็งานยุ่งเสียจนหอบงานมาทำต่อที่บ้านทั้งคืนก็ยังทำไม่เสร็จเลย จะเอาเวลาที่ไหนมาทำอะไรที่ดู “ชิวๆ” ได้ขนาดนั้น

แต่ที่จริง การที่เราได้ทำกิจกรรมอะไรบางอย่างเป็นเหมือนพิธีกรรมประจำวันทุกวันนั้น มีประโยชน์มากมายหลายอย่างกว่าที่เราคิดมาก และบางทีมันก็อาจคุ้มค่ามากพอที่เราจะกันเวลาบางส่วนเพื่อพิธีกรรมประจำวันด้วย

ประการแรกสุด การที่เราได้มีโอกาสนั่งลงเพื่อทำอะไรช้าๆ วันละนิด มันช่วยให้เราได้มีเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวัน เราอาจมองเห็นจุดบกพร่องบางอย่าง ซึ่งเราอาจมองข้ามไปหากเรามัวแต่เร่งรีบอยู่ตลอดเวลาก็ได้

ประการที่สอง พิธีกรรมประจำวันอย่างเช่น การนั่งเขียนไดอารี่ก่อนนอนอย่างน้อยวันละหนึ่งหน้า เป็นพิธีกรรมประจำวันที่ช่วยให้เรามีการทบทวนอยู่ตลอดว่า เป้าหมายระยะยาวของเราคืออะไร และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนั้น มันสอดคล้องหรือช่วยส่งเสริมเป้าหมายระยะยาวของเราสักแค่ไหน บางคนอาจมองเห็นได้เลยว่า มีหลายอย่างที่เราเสียเวลากับมันมากในแต่ละวัน แต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อเป้าหมายระยะยาวของเราเลย การได้ครุ่นคิดอย่างใจเย็น ช่วยทำให้เกิดการจัด priority ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเรามากขึ้น

ประการที่สาม มีการค้นพบว่า ไอเดียแปลกใหม่ หรือความคิดสร้างสรรค์ ต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีกิจวัตรประจำวัน เรื่องนี้อาจตรงกันข้ามกับสามัญสำนึกของเราที่มักคิดว่า ไอเดียสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่นั้นเกิดจากการปล่อยใจหรือปล่อยตัวให้เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง ที่จริงแล้ว การที่เราถูกบังคับให้ต้องทำอะไรบางอย่างเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับตัวเอง หรือมีคนอื่นบังคับให้ทำ ใจของเราจะมองหาทางออกหรือวิธีที่จะทำอะไรให้แตกต่างออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ ซึ่งนั่นแหละมักเป็นที่มาของไอเดียใหม่ๆ ในขณะที่ สมองของคนที่ไม่มีกิจวัตรประจำวันอะไรที่แน่นอนเลย จะไม่ถูกบีบให้คิดหาอะไรใหม่ๆ ทำให้คิดอะไรนอกกรอบออกมาไม่ได้

คนที่มีกิจวัตรประจำวันมักเป็นคนที่ผลิตงานออกมาได้เยอะกว่า เพื่อเหมือนมีสิ่งที่ช่วยบังคับตัวเอง มูราคามิ นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น จะตื่นตีสี่ทุกวัน แล้วเริ่มต้นเขียนหนังสือติดต่อกัน 5-6 ชั่วโมง จากนั้นในช่วงบ่าย เขาจะวิ่งทางไกลวันละ 10 กิโลเมตร หรือว่ายน้ำวันละ 1500 เมตร หรือทำทั้งสองอย่างเลย และสุดท้ายเขาจะเข้านอนเวลาสามทุ่มตรง เป็นเช่นนี้เหมือนกันทุกวัน อย่างเคร่งครัด เขาบอกว่าการทำซ้ำๆ กันอย่างนี้นี่แหละเป็นเคล็ดลับที่ช่วยทำให้ใจของเขาเข้าสู่สภาวะที่เอื้อต่อการทำงานนวนิยายของเขา

คุณอาจไม่สามารถกำหนดกิจวัตรประจำวันได้ตลอดวันอย่างนั้น แต่ทุกคนน่าจะสามารถกันเวลาต่อวันส่วนหนึ่งอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นพิธีกรรมประจำวัน เช่น การเขียนไดอารี่ก่อนเข้านอน หรือแม้แต่การสวดมนต์ แล้วทำติดต่อกันให้ได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย มันอาจเป็นการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีค่ามากกว่าที่คุณคิด

Double Jeopardy (1999) [Spoiled]

เรื่องมีอยู่ว่า สามีวางแผนล่องเรือออกไปด้วยกันกลางทะเลกับภรรยาแล้วหายตัวไป เพื่อให้ภรรยาติดคุกฐานฆาตกรรมสามี เพื่อเขาจะได้ไปมีภรรยาใหม่ เมื่อภรรยาพ้นคุกออกมารู้ความจริง จึงออกตามหาสามีเพื่อฆ่าล้างแค้น
หนังเรื่องนี้มีหลักกฎหมายอาญาที่สำคัญซ่อนอยู่คือ ตามหลักกฏหมายอาญา ผู้ใดเคยรับโทษอาญาจากการกระทำใดๆ  ของตัวเองและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องได้รับโทษใดๆ จากกรรมเดิมซ้ำอีก ดังนั้นการที่เธอติดคุกจากข้อหาฆาตกรรมสามีไปแล้ว ถ้าเธอพ้นคุกแล้วไปฆ่าสามีคนเดิมซ้ำอีก เธอจะไม่ต้องได้รับโทษใดๆ จากกระทำนั้นเลย เพราะเคยรับโทษจากกรรมเดียวกันไปแล้ว การล้างแค้นของเธอจึงไม่มีโทษใดๆ ทางกฏหมาย
ถือว่าคนเขียนเรื่องนี้สามารถเอาช่องโหว่ของกฎหมายมาสร้างเป็นพล็อตได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็แน่นอนล่ะครับต้องมีการเปลี่ยนตอนจบกันนิดหน่อย เพราะคงไม่มีใครชอบให้ตัวละครหลักไปฆ่าคนอื่นแม้ว่าจะจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นแนะนำให้ลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูกันครับ